ไม่เพียงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเท่านั้นที่จะสร้างความสวยงามและความน่าสนใจให้กับบ้านของเรา การจัดสรรพื้นที่ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ ทุกสิ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้บ้านน่าอยู่ และสิ่งที่จะทำให้บ้านแสดงความเป็นตัวตนของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ 'สี'

โลกเต็มไปด้วยสีสันแต่บ้านส่วนใหญ่กลับทาด้วย ‘สีขาว’ แม้สีขาวจะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกสะอาดสบายตา แต่ความจริงมีสีอีกมากมายที่สามารถนำมาใช้กับบ้านเพื่อสร้างบรรยากาศที่แตกต่างได้เป็นอย่างดี

“จริงๆ แล้วเทรนด์ในการตกแต่งโดยเฉพาะอินทีเรีย น่าจะอยู่ประมาณห้าปี แต่เพื่อเพิ่มความสดใสและสีสันในชีวิต สักสองปีกำลังดี” คุณ นทสิริ บุณยสงวน มัณฑนากร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย ide@color บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ 'กรุงเทพวันอาทิตย์'

กลุ่มสีซึ่งกำลังเป็นที่นิยม หรือที่เรียกว่าอยู่ใน ‘เทรนด์’ ของปี ค.ศ.2010-2011 คุณนทสิริ บอกว่ามีอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ๆ
“กลุ่มหลักๆ สี่กลุ่มใหญ่คืออีโค (ECO) เป็นเรื่องที่กำลังรู้สึกอยู่รู้จักอยู่ว่าเรากำลังนึกถึงสิ่งแวดล้อม เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีคือเทคโน (TECHNO) อีกกลุ่มย้อนเวลากลับไปถึงความทรงจำในอดีตคือโครโน (CHRONO) และสุดท้ายคือเรื่องของตัวเราเอง คือเทมโป (TEMPO) ซึ่งจะบ่งบอกไลฟ์สไตล์ของคนสี่กลุ่มใหญ่ๆ”



ECO สีสันจากธรรมชาติ

“สีกลุ่มอีโคที่เกี่ยวกับธรรมชาติก็แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือเอนโทรโพ (antropo) เป็นกลุ่มตั้งแต่พวกสีครีมไปจนถึงสีน้ำตาล สีน้ำตาลอมส้มต่างๆ หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นกลุ่มสีอบอุ่น สำหรับห้องหรือเจ้าของบ้านที่ชอบบรรยากาศที่เป็นบ้านอบอุ่นอยู่สบายเป็นเอิร์ธโทนใช้กลุ่มนี้ก็จะเหมาะ จะรู้สึกอยู่สบาย...

อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มไฮโดร (hydro) เหมือนกับพลังของสายน้ำจะเป็นพวกสีเขียว สีฟ้าต่างๆ ตรงนี้จะให้ความรู้สึกผ่อนคลายและให้สมาธิ เหมาะที่จะใช้กับห้องทำงานห้องพักผ่อนต่างๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ...

แอโร (aero) เป็นสีอ่อนๆ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคอนโดมิเนียมหรือบางบ้านที่เป็นพื้นที่เล็กๆ สีอ่อนพวกนี้จะมีค่าการกระจายแสงได้สูงมากจะช่วยลวงตาเมื่อทาไปแล้วทำให้ห้องนอนห้องนั้นดูกว้างขึ้นใหญ่ขึ้น และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มจีโอ (geo) เป็นกลุ่มที่เรียกว่ามาจากผืนป่าผืนดินต่างๆ เหมาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติ อยากให้ธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรา ทาในห้องนอนหรือห้องรับแขกก็ทำให้เหมือนกับดึงบรรยากาศธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้เรา” คุณนทสิริ บอก

 
 


CHRONO สีสันที่สัมพันธ์กับกาลเวลา

สีสามารถพาเราย้อนเวลาไปยังความทรงจำเก่าๆ ได้ คุณนทสิริ อธิบายให้ฟังว่า “พูดถึงอดีตที่เราเคยมีความทรงจำดีๆ โครโนจะแบ่งออกเป็นเมโม (memo) และเรโทร (retro) เมโมจะเป็นสีหวานๆ สีแนวผู้หญิงหน่อยเหมือนเป็นความทรงจำในอดีตที่เราเคยประทับใจ จะเหมาะสำหรับห้องทำงานหรือว่าห้องรับแขกห้องนอนหวานๆ ของสาวหวาน..

ส่วนเรโทร หลายๆ คนคงรู้จักดีจะเป็นสีในยุค 60’s-70’s ย้อนรำลึกถึงความทรงจำช่วงนั้น เป็นสีขั้นที่สองที่ถูกเบรกด้วยพวกสีน้ำตาลสีเทาต่างๆ ลดความสดของค่าสีให้สีน่าใช้มากขึ้นให้นุ่มขึ้น จะได้บรรยากาศแนวๆ ฮิพๆ หน่อย เรโทรหน่อยนอกจากใช้ในบ้านแล้วก็ใช้ในผับในร้านกาแฟก็ยังได้”



TEMPO สีบอกอารมณ์และตัวตน

"เมื่อเราพูดถึงอดีต ก็ต้องมีเรื่องของตัวตนของเราเองก็มีทั้งอีโก้ (ego) และเฮทโทร (hetero) อีโก้คือความมั่นอกมั่นใจในตัวเราเอง ความมีอีโก้ในตัวเราก็จะเป็นสีแรงๆ ไม่ว่าจะเป็นสีดำเป็นสีแดงจะทำให้ห้องนั้นมีบรรยากาศที่มันและบอกความเป็นตัวตนของเราชัดเจนมากขึ้น...

อาจจะใช้ในห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก เหมือนกับบอกว่าตัวตนเขาคืออย่างนี้ เขาแรงแบบนี้นะ แต่คงไม่ทาทั้งห้องน่าจะทาสักผนังหนึ่งที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดดึงดูดสายตา หรือว่าต้องการให้ผนังๆ นั้นเป็นลูกเล่นและลดทอนด้วยสีที่อ่อนลงไป อาจจะตัดด้วยสีที่ออกครีมๆ ก็จะทำให้ผนังนั้นเด่นขึ้น” คุณนทสิริ บอก

“เฮทโทรจะเป็นเหมือนกลุ่มสีที่เป็นคู่ตรงกันข้ามกันเป็นม่วงกับเหลืองทองอะไรอย่างนี้ จะให้บรรยากาศที่สนุกสนานดูตื่นเต้นเร้าใจเหมาะสำหรับห้องที่เรามีเพื่อนมาปาร์ตี้กันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องทานข้าว ห้องครัว ห้องรับแขก จะสร้างบรรยากาศสนุกสนานและดึงดูดสายตา”

คุณนทสิริ แนะนำวิธีการใช้ คู่สีตรงกันข้ามกัน ว่า “เราเอามาใช้ร่วมกันแต่เราอาจจะต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้เขานิดหนึ่ง อาจจะใช้ตัวแผงใหญ่ด้วยสีเหลืองทองและแผงที่เป็นตัวย่อยหรือส่วนที่ใช้เน้นย้ำ (accent) ก็ใช้เป็นสีม่วงเข้ม จัดองค์ประกอบให้มันเข้ากัน”


TECHNO สีแห่งนวัตกรรม

สำหรับบ้านหรือสถานที่ทำงานที่ต้องการบรรยากาศของ ความทันสมัย คุณนทสิริแนะนำสีในกลุ่มเทคโน
“เทคโนจะพูดถึงเทคโนโลยีความล้ำสมัยในอนาคตว่าตอนนี้สีมันแค่ไหนแล้ว สีกลุ่มนาโน (nano) ทุกคนรู้จักนาโนเทคโนโลยีอะไรต่างๆ กันดี เป็นสีที่บ่งบอกถึงความทันสมัยบ่งบอกถึงโลกอนาคต เหมาะที่จะทำออฟฟิศ โฮมออฟฟิศต่างๆ ที่เน้นแนวเทคโนโลยีหน่อย ด้วยการเป็นสีกลางๆ ขาว เทา ดำต่างๆ และเน้นย้ำด้วยสีน้ำเงินสดๆ ก็สร้างบรรยากาศแนวนาโนมันๆ ให้กับห้องห้องนั้นได้...

อีกกลุ่มหนึ่งคือซูโด (pseudo) ความหมายคือเป็นสีที่ขัดกับธรรมชาติๆ ไม่เคยมี แปลว่าของเทียม เป็นพวกกลุ่มสีเมทัลลิค (metallic) ต่างๆ เมทัลลิคสีทองแดง และสีสดๆ อย่างสีเหลืองสด เขียวสด ซึ่งหายากในธรรมชาติ ใช้กับห้องที่ต้องการสร้างความตื่นเต้นดึงดูดสายตาได้ และสีเมทัลลิคพวกนี้เมื่อก่อนเราจะเห็นว่ามันอยู่ในพวกสินค้าต่างๆ พวกข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่รถยนต์ เดี๋ยวนี้สีเมทัลลิคพวกนี้เอามาใช้ทาผนังได้ในส่วนที่เป็นจุดนำสายตา...

สมมติว่าห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นของเรามีผนังหลังโซฟาที่เราต้องการให้มันเด่นเราก็ทาบนผนังนั้นได้ นอกเหนือจากนี้ก็จะมีเทคนิคในการใช้สีแบบที่ให้เป็นเหมือนลักษณะสีวอลเปเปอร์โดยที่เอาสีเมทัลลิคพวกนี้มาใช้สร้างลูกเล่นอีกแบบหนึ่งให้กับผนังซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่จะใช้ในการตกแต่งได้ดี เป็นเทคนิคง่ายๆ ใช้ลูกกลิ้งหรือว่าใช้แปรง”

 



พื้นที่กับสีสัน

การเลือกใช้สีมีความสัมพันธ์กับ ขนาดของห้อง และ เฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง คุณนทสิริ อธิบายให้ฟังว่า
“นักออกแบบจะแนะนำว่า ต้องดูพื้นที่ด้วยว่าสีสีนั้นเหมาะกับพื้นที่นั้นหรือเปล่า อีกอย่างที่สำคัญคือต้องดูเฟอร์นิเจอร์ในห้อง ถ้าเป็นบ้านเก่าต้องการทาสีใหม่อาจจะต้องดูองค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ว่าเฟอร์นิเจอร์เป็นสีโอ๊คเข้มหรือเปล่า หรือเป็นสีไม้บีช จะมีส่วนเพราะเฟอร์นิเจอร์จะเป็นองค์ประกอบในการตกแต่งภายในด้วย..

ถ้าห้องห้องนั้นพื้นที่เล็กมากอย่างเราไปเช่าห้องหรือไปเจออพาร์ตเมนต์ที่เล็กมากๆ เราก็ไม่ควรจะใช้กลุ่มที่มันหนักๆ มากนัก อย่างสีแดง สีเทาเข้ม สีน้ำตาลเข้ม หรือสีเขียวเข้มแบบนั้นอาจจะหนักเกินไป ทางที่ดีที่สุดถ้าต้องการลวงตาให้ห้องนั้นกว้างขึ้นก็ควรจะเลือกเป็นพวกสีพาสเทลอย่างธีมของแอโร แต่ถ้าถึงห้องฉันเล็กแต่ฉันก็ต้องการโชว์ความเจ๋งของผนังไม่ต้องการพาสเทลเรียบๆ ก็อาจจะเล่นสีเข้มสดๆ ได้เป็นตัวตัดสักประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผนังห้อง แบบนั้นยังพอรับได้และไม่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดมากเกินไป”

คุณนทสิริ บอกว่า สียังช่วยแก้ปัญหาเรื่องขนาดของห้องอีกด้วย

“ใช้ผนังที่เป็นตัวสีวอลล์เปเปอร์ทำ 'ลาย' เป็นแนวขวาง ก็จะช่วยลวงตาให้ผนังดูเหมือนกว้างขึ้นได้ด้วยเหมือนกัน สำหรับห้องที่เพดานเตี้ยๆ เราเข้าไปแล้วรู้สึกอึดอัดถ้าเราใช้ลายแนวตั้งก็จะทำให้ผนังๆ นั้นดูยืดขึ้นจะช่วยลวงตาได้อีกวิธีหนึ่ง แก้ปัญหาความแคบความอึดอัดของห้องได้”

การเติมสีสันให้กับบ้าน หรืออาคาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องต่างๆ ซึ่งอยู่ภายในเท่านั้น คุณนทสิริ บอกว่า
“ถ้าตึกอาคารนั้นต้องการให้ดูเท่ๆ แนวเรโทรเลย เราก็อาจจะใช้ส้มเบรกของเรโทรเข้าไปทา จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้เราก็เริ่มมีอาคารสีสดใสขึ้นมาเรื่อยๆ พฤติกรรมของเจ้าของบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มหาข้อมูลในเรื่องของสีด้วยตัวเองและซื้อสีด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราเขาอาจจะเชื่อช่างมาก ช่างก็จบงานง่ายๆ ก็ใช้สีอ่อนๆ ไป แต่ตอนนี้เจ้าของบ้านต้องการบ่งบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของฉันจริงๆ เพราะฉะนั้นเขาก็จะเลือกสีที่บอกบุคลิกลักษณะไลฟ์สไตล์ของเขาจริงๆ มากขึ้น”

สำหรับหลายคนการทาสีบ้านฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ คุณนทสิริ บอกว่า

“จริงๆ ไม่ใหญ่อย่างที่คิด เพราะว่าเดี๋ยวนี้ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มีความสะดวกสบายให้กับเจ้าของบ้านมากขึ้น มีบริการมากขึ้นเยอะ อย่างเจ้าหน้าที่ของทีโอเอทีมเทคนิคบริการสามารถเข้าไปตรวจสอบสภาพพื้นผิวที่หน้างานให้ได้เลย บ้านเรามีปัญหาสีลอกร่อน หรือมีเชื้อรา เขาก็จะเข้าไปด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีของเขาเพื่อบอกได้ว่า อย่างน้อยก่อนที่คุณจะทาสีใหม่คุณต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นตรงนั้นก่อน และต้องใช้เคมีภัณฑ์ตัวไหนวัสดุตัวไหนในการแก้ปัญหา ต้องใช้น้ำยากันเชื้อราต้องใช้น้ำยากันซึมอย่างไร ต้องแก้ปัญหาตรงนั้นก่อน พอแก้ปัญหาได้ก็จะเป็นการทาสีรองพื้นและทาสีทับหน้า ไม่ยากอย่างที่คิด”

สี ในแต่ละกลุ่มสร้างบรรยากาศที่แตกต่างกันให้กับบ้านและสัมพันธ์กับขนาดของห้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกใช้สีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าห้องห้องนั้นเป็นห้องอะไร

“ประเด็นหลักๆ ของการเลือกสีให้กับห้องเหมือนกับปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ คือเน้นย้ำไปที่ความชอบส่วนตัวจริงๆ เราต้องถามเจ้าของห้องว่าจริงๆ เขาชอบแนวไหน หรือบางคนซินแสแนะนำว่าให้ห้องนี้สีแดงเลยทาแล้วรวย เราก็ต้องหาทางเลือกให้เขาว่าถ้าห้องเขาเล็กจริงๆ เราอาจจะหาแดงให้เขาแต่เป็นแดงที่เบรกนิดหนึ่งด้วยสีเทาหรือสีน้ำตาลเพื่อลดความสดของสีลงแล้วทาให้ผนังๆ หนึ่งตามความเชื่อของเขา”

 

 

 

 

โดย : ปวิตร สุวรรณเกต

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ   3 ตุลาคม 2553

Views: 20

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service