'ไลฟ์สไตล์' ที่งอกเงยจากหนัง

 

 

 

ปลายทศวรรษที่ 70's ขณะที่อเมริกันเพิ่ง "ผ่าน" ยุคสมัยแห่ง "การสูญเสียความไร้เดียงสา" ไปนั้น สตีเว่น สปีลเบิร์ก นั่งถามตัวเองในสตูดิโอ

 

หลังจากเห็นความสำเร็จของ starwars ว่า เขาควรจะทำอะไร ที่จะเป็นสินค้าที่ "โดน" สำหรับอารมณ์ของสังคมอเมริกันตอนนั้น

 การที่อเมริกันชนเพิ่งผ่านคดีทางการเมืองและ "แผลใหญ่" อย่างสงครามเวียดนามมานั้น ก่อให้เกิดการนำเอาศัพท์คำหนึ่งที่เรียกตามสื่อก็คือ coming-of-age ซึ่งโดยต้นทางของมัน (ก่อนจะมาเป็นหนังแนวทางหนึ่งที่ฮิตในยุค 90) มาจากการที่อเมริกันชน สูญเสียความบริสุทธิ์ไปจากเหตุการณ์ต่างๆ และพวกเขาเติบโตขึ้น ทั้งยังเรียนรู้ว่า ความฝันหรือความงดงามที่ผู้นำประเทศชอบสร้างจากนโยบายอันสวยหรู ไม่เคยเกิดขึ้น หรือมีอยู่จริง

 นั่นเป็นเหตุว่า ทำไมพอสังคมอเมริกันทะยานเข้าสู่ทศวรรษที่ 80 แล้ว ฮอลลีวู้ดถึง "ตอบรับ" ด้วยการสร้างหนังแนว "พาฝัน"(escapist) ออกมาเป็นล็อตๆ  งานอย่างอินเดียน่าโจนส์ อย่างแรมโบ้ อย่างคนเหล็ก อย่างอีที อย่างเจมส์บอนด์ 007 ออกมาเป็น "เอเคอร์"

 แถมยังประสบความสำเร็จเก็บเงินได้แทบทั้งหมด

 แต่หนังต้นทางที่ออกมาก่อนสาย escapist เหล่านี้ก็คือ Jaws ซึ่งหนังเรื่องนี้ ได้ลอกเลียนแบบแผน (convention) ของหนังอย่าง The Bird มาเกือบทั้งหมด ฉากที่ฉลามโผล่จากน้ำ ก็มาจากฉากของนกที่โผบินฉับพลันใน the bird

 ตอนที่สองเรื่องนี้ออกมาฉายนั้น ชาวบ้านไม่ค่อยนิยมเลี้ยงนกกัน เหมือนที่ตอนที่ jaws ออกฉายนั้น คนเกือบทั้งโลกไม่ลงน้ำทะเล เพราะภาพของฉลามที่กัดกินมนุษย์อยู่ในความทรงจำของสังคมอยู่นาน ..กระทั่งมีหนังออกแนว travel ล่องเรือกับคู่รักนั่นแหละ คนที่กลัวจึงค่อยๆ รักการลงน้ำอีกครั้ง

 หนังจึงมีผลกับคนดูในมิติหนึ่ง ไม่ถึงกับมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีเลย...

 4 สาวฉอเลาะใน sex and the city ทั้งภาคจอเงินและจอแก้ว ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมชอปปิงมากมาย เพราะว่ามันกระตุ้นให้ผู้หญิงออกจากบ้าน และตามหาเครื่องประดับ รองเท้าและกระเป๋ากระทั่งการใช้บัตรเครดิตเพื่อ "รูดการ์ด" ซื้อสินค้าต่างๆ

 มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ขนาดเขียนว่า sex and the city นั้น ถึงขนาดที่ทำให้เกิดแบบเบ้าหรือ typical ในการแต่งตัวแบบหนึ่งกับสาวๆ แทนที่นิตยสารแนวคอสโมอยู่พักหนึ่ง แต่ถ้าหนุ่มๆ จะมองว่าเรื่องแบบนี้ไร้สาระ

 กรุณามองไปยังหนังภาคต่อยาวเหยียดอย่าง เจมส์ บอนด์ 007 เสียก่อน เพราะว่าหนังเรื่องนี้นี่แหละ ที่นอกจากจะถูกนำเข้าไปเป็นวิชาศึกษาการตลาดผ่านหนังแล้ว มันยังกลายเป็นหนังที่นักจิตวิทยาบอกว่า เป็นการแบบเบ้าและโมเดลให้กับผู้ชายยุคใหม่  ที่จะต้องใส่สูทหรู ขับรถแพงและใช้สินค้ามีระดับ เพื่อจะดึงดูดเพศตรงข้าม (หรือถ้า เจมส์ บอนด์ 007 เป็นเกย์ เขาอาจจะต้องการเพศเดียวกันก็ได้-ฮา)

 แต่จะแปลกอะไรล่ะ เพราะหนังอย่าง meet joe black ก็สามารถสร้างวัฒนธรรมการกินกาแฟใน starbuck (ชื่อนี้คือต้นเรือที่ลาปลาวาฬ ที่อยู่ในวรรณกรรมของ โมบี้ ดิก) เหมือนที่ในเวลาไม่ห่างกันมาก

 ปี 1999 มีหนังรักแสนดีอย่าง notting hill ออกมาแล้วปรากฏว่า มันทำให้เกิดไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว ด้วยการจัดทัวร์ไปเที่ยวย่านน็อตติ้ง ฮิลล์ และออกตามหาร้านหนังสือประตูสีฟ้าเข้มร้านนั้น (ทั้งที่ร้านนั้นจริงๆ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ถูกรื้อถอนออกมา)

 ไลฟ์สไตล์หรือแฟชั่นในการใช้ชีวิตนั้น ไม่ได้ปรากฏอยู่แต่การซื้อของดื่มกินเที่ยวเท่านั้น หนังหลายเรื่องที่ รีส วิทเธอร์สพูนแสดงนั้น ทำให้ศัพท์ที่เล่นการว่า chic lit กลายเป็นหนังแนวหนึ่ง ที่วัยรุ่นจะต้องดูและทำตัวตามนักแสดง ถึงขนาดเด็กสาวๆ ต้องออกมาแต่งตัวเป็นสีชมพูและให้แม่ซื้อหมาน้อยให้จูงแบบตัวละคร

 มีบ้างเหมือนกันนะครับ ที่แฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์ไม่ได้เกิดจากหนังอย่างเดียว แต่เป็นภาพยนตร์ที่ดันไปเอาวัฒนธรรมจากการเมืองมา คุณผู้อ่านจำหนังอย่าง men in black ได้ไหมเอ่ย หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 1997 และใช้แนวทางของหนังคู่หู (duo) เล่าเรื่องไปจนจบพร้อมกับใช้สไตล์ของแฟนตาซีมาเป็นจุดขาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ในคอสตูมหรือเครื่องแต่งกายของหนังเรื่องนี้นั้น เอาไปแบบมาจากชุดแต่งกายของบอดี้การ์ดในยุคสมัยของ เจ เอฟ เค มาจากยุค 60

 แต่เสื้อผ้าสไตล์ผ้าหนังรัดรูป โชว์หุ่นนั้น ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความล้ำสมัยมากขึ้นเมื่อมาถึงหนังอย่าง the matrix

 การเสนอสไตล์เสื้อผ้าแบบ the matrix ที่คีนู รีฟใส่นั้น ก่อให้เกิดสไตล์การแต่งตัวไปงานปาร์ตี้ในยามค่ำคืนอยู่หลายปี บางคนแต่งประกบชุดฆาตกรของหนังสยองขวัญที่มีตัวละครเป็นพวกฆ่าต่อเนื่อง

 หนังหลายเรื่องได้สร้างและก่อให้เกิดอุตสาหกรรมของไลฟ์สไตล์ และมีการเข้าออก รวมทั้งแพร่สะพัดของธุรกิจต่างๆ มากมาย ทั้งการท่องเที่ยว เดินทาง และอาหารกาแฟ รวมไปถึงการซื้อของชอปปิงต่างๆ

 อีกเรื่องหนึ่งที่ลองจับตาดูก็คือ หนังอย่าง the swiths ซึ่งเล่าเรื่องร่วมสมัยมาก นั่นคือการที่ผู้หญิงอายุ 40 อัพ มีความรู้สึกเขาสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย ผู้ง่ายๆ คือ ไม่ต้องเป็น family ที่สมบูรณ์แต่เป็น single mom ที่สามารถสร้างครอบครัวได้ โดยไม่ต้องง้อเพศชาย

 หนังเรื่องนี้เท่าที่ทราบข่าวมานั้น ล้มไม่เป็นท่า หรือก็คือเจ๊งนั่นแหละ

 แต่มิติทางเนื้อหา มีสามารถสะท้อนแง่มุมทางสังคมได้ว่า ถ้าวิธีคิดอันนี้ในหนัง กลายเป็นเทรนด์ขึ้นมา และสาวๆ เลือกหนทางนี้ ในอนาคตเมื่อเด็กเติบโตขึ้น พวกเขาจะเกิดภาวะที่คุณ พิษณุ นิลกลัด เขียนไว้ในมติชนสุดฯ แค่ไหน ที่บอกว่า ทำให้เกิดภาวะ identity crisis คือไม่รู้สึกดีกับตัวตน

 แต่ถ้าหนังเรื่องนี้ จะทำให้ชีวิตของสาวๆ แบบหนึ่ง ที่มีอายุเลข 3 หรือเลข 4 นำหน้านั้น เลือกหนทางนี้กับตัวเองนั้น
 ผมก็ยิ่งมั่นใจว่าอีก 1 เดือนข้างหน้าที่หนังของ อลิซาเบธ กิลเบิร์ต อย่าง eat pray love จะฉายนั้น เราคงพบสาวๆ ยุคใหม่ ที่รู้สึก sick กับชีวิตตัวเอง

 และออกเดินทางเพื่อบำบัดตัวเองจากกินอาหาร สวดมนต์ และพบรัก

 โดยที่ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่า รักที่จะพบในต่างแดนนั้น แม้โรมานซ์ แต่ก็ไม่รับประกันได้ว่า จะไม่เฮิร์ท
 แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ lifestyle ที่เกิดจากการกระทำของหนัง

 หนังที่ทุกวันหยุดหรือหลังเลิกงาน

 มนุษย์ครึ่งค่อนโลก ยังรักที่จะออกไปดู และหวังถึงชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

 

 

 

โดย: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  1 ตุลาคม 2553

Views: 55

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service