หนึ่งปีเต็มที่ บ้านศิลปิน (The Artist House Art Gallery And Unique Handicraft) เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จนทำให้ชุมชนชาวคลองบางหลวงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมที่เรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์ของคนไทยที่ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี
กรุงเทพวันอาทิตย์ ฉบับนี้ชวนคุณลัดเลาะไปริมคลองบางหลวง ตามไปสัมผัสกลิ่นอายของอดีตที่ยังดำรงอยู่ให้เห็นเป็นภาพชีวิตจริง และทำความรู้จักกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังบ้านศิลปิน ชุมพล อักพันธานนท์ ผู้ชายหลายอาชีพที่เป็นกำลังหลักในการพลิกฟื้นภาพชีวิตของชาวคลองบางหลวงให้ฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง
กว่าจะมาเป็นบ้านศิลปิน
แรกเริ่มเดิมที ชุมพล อักพันธานนท์ ได้รับการติดต่อให้มาซ่อมแซมเรือนไม้ทรงมนิลา ริมคลองบางหลวง อายุกว่าร้อยปีของตระกูลรักสำหรวจ หลังจากที่ท่านเจ้าของบ้าน พล.ร.อ.ยอดชาย รักสำหรวจ เห็นฝีมือในการซ่อมแซมและตกแต่งอาคารเก่าให้กลายมาเป็นบูทีคโฮเต็ล " พระนครนอนเล่น" ที่มีบรรยากาศเหมือนกับบ้านไม้หลังเก่าที่อยู่สบายสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใกล้เคียง
ไม่เพียงแต่ทาบทามให้มาบูรณะซ่อมแซมบ้านเลขที่ 1 ริมคลองบางหลวงที่ในอดีตมีอาชีพทำทอง ร้านโชห่วย และ ต่อมารับราชการ เขายังได้รับการมอบหมายภารกิจให้ติดต่อหาองค์กรเพื่อมาดูแลอนุรักษ์บ้านไม้หลังนี้เพื่อเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมต่อไป
ชุมพล เล่าให้ฟังว่า "ตอนแรกได้รับการติดต่อให้มาซ่อมแซม ดูว่าจะมีหน่วยงานใดมารับผิดชอบตรงนี้ได้ เราก็หาหน่วยงานมาแต่ไม่ได้รับการตอบรับ ใช้เวลากว่าสองปีเพื่อหาหน่วยงานมาช่วยอนุรักษ์ เพราะทีแรกบ้านมันเอียง เบี้ยวมากเลย สภาพทรุดโทรมมาก หลังจากนั้นเราไปดูวัดกำแพงที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งๆ ที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม ยังไม่มีใครช่วยเหลือเลย คิดว่าบ้านนี้จะรอดได้อย่างไร ดังนั้นก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง ก็ช่วยกันระดมทุน มาทำกันเอง "
ชุมพล ร่วมกับเพื่อนสนิทอีก 3 คน ได้แก่ สุรางรักษ์ ชัยศรีโชติ , จิตติมา วิบูลย์ลาภ และ เอก ธโชติวัฒนากร ตกลงซื้อบ้านหลังนี้ในราคา 1.8 ล้านบาท และซ่อมแซมบ้านไปในงบประมาณกว่า 3 ล้านบาท
เมื่อซ่อมและซื้อบ้านแล้ว จะทำอะไรกับบ้านหลังนี้ต่อไป
จัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่การท่องเที่ยว
"ถ้าคุณนั่งเรือชมคลองบางหลวงวันนี้ จะเห็นว่าทัศนียภาพรอบข้างสวยหมด แต่ตอนที่ผมมาทำบ้านหลังนี้ผมไม่เห็นเลย เรามาแค่ซ่อมบ้านหลังนี้ หลังจากที่ซ่อมบ้านเสร็จ ปรากฏว่ามีชาวต่างชาติมาขอขึ้นเรือที่ท่าบ้านเราเพื่อหลบฝน เพราะว่าฝนแรงมาก
พอเขาขึ้นมาบนบ้านเราเขาจะเห็นว่าสามารถเข้าห้องน้ำได้ มีความเป็นกันเอง มีความรู้สึกว่าไม่อยากกลับ หลังจากนั้นก็มาอีกเป็นคนเดิมสองสามครั้งก็นั่งเรือมาขึ้นที่ท่าบ้านเราอีก ช่วงนั้นมีกลุ่มศิลปินน้องๆ ชอบมาวาดรูปกันที่นี่ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรกับบ้านหลังนี้ดี ก็มีเรือชาวต่างชาติมาจอดแล้วก็มาดู และก็ซื้อภาพวาดของเรา
แรกๆ คิดว่าเขามาเข้าห้องน้ำแล้วมาซื้อเพราะความเกรงใจรึเปล่า เราก็เลยไปเช่าเรือแล้วนั่งล่องมาตามเส้นทางที่เขามาบ้าง ทำให้เราเห็นภาพจากภายนอกว่าพอนั่งเรือมาแล้วบ้านเราสวยนะ แต่ไม่มีการจัดการเรื่องท่องเที่ยวอย่างจริงๆ วิธีการจัดการหมายถึงไม่มีเรือท่องเที่ยวเสียงดังอย่างนี้ เปลี่ยนเป็นเรือที่เสียงเบากว่านี้ มีชาวบ้านใช้เรือแจวออกมาเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมให้เห็นความงาม ทำแบบเวนิสก็ได้ ทำให้ความฝันของเราเกิดขึ้น"
จากประสบการณ์ที่เคยทำงานอนุรักษ์วิถีชุมชนที่อัมพวามาก่อน ทำให้ชุมพลมองเห็นถึงปัญหาของการจัดการแหล่งท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นธงนำ ก่อนประชาสัมพันธ์แห่งท่องเที่ยว
"จากเดิมที่เคยคิดว่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์แต่มันไม่มีชีวิตนี่ เราน่าจะทำบริเวณนี้เป็นการเผยแพร่วิถีที่เราเห็น สมัยก่อนคนที่อยู่บริเวณคลองบางหลวงเช้าขึ้นก็จะมีเรือเมล์มาจอดรับ เพื่อไปส่งตามจุดหมายต่างๆ พอเรามีถนนคลองก็ถูกหลงลืม เจ้าของเรือก็ต้องนำเรือออกมารับนักท่องเที่ยวแทนเพราะว่าคนหันมาใช้รถยนต์กันหมด พอรับนักท่องเที่ยวก็ต้องทำรอบ เพื่อรับนักท่องเที่ยวให้ได้จำนวนมาก ช่วงทำรอบให้มาก เรือวิ่งเร็วทำให้ตลิ่งพัง ไม่มีใครมาดูแล
เลยคิดว่าหลังจากบ้านศิลปินหลังนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็จะทำเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว ไม่ใช่นำการท่องเที่ยวเข้ามานำก่อน การนำการท่องเที่ยวมานำก่อนก็จะเกิดการเสียหายอย่างที่เกิดกับอัมพวา อย่างที่เราเห็นไปอัมพวาก็เดินกันไม่ได้แล้วเพราะคนต้องการไปเยอะ กินๆๆ แล้วกลับๆๆๆ ไม่ได้ซึมซับธรรมชาติแล้ว เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม หิ่งห้อยลดจำนวนลง
เราเลยทำความเข้าใจกับชาวบ้านในชุมชนว่าเราจะทำอย่างไรดีให้คนมาดูกลิ่นอดีต เพราะตอนนี้คนที่คิดกันเรื่องตลาดร้อยปีมีหลายแห่ง สามชุกก็ร้อยปี คลองสวนก็ร้อยปี ทุกที่มันร้อยปีหมด แต่ที่นี่สองสามร้อยปีแต่เราไม่อยากเอาจำนวนปีมาขาย ในจำนวนปีมากแล้วมันได้อะไร"
หอมกลิ่นอดีต
อดีต ...ของชุมชนคลองบางหลวงที่เคยเป็นช่างทำทอง ได้รับการปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง โต๊ะทำทองของบรรพบุรุษยังคงมีให้เห็นอยู่ในหลายบ้าน เช่นเดียวกับบ้านของตระกูลรักสำหรวจ พื้นไม้กระดานชานบ้านที่ใช้เดินถึงกันได้รับการขัดถูจนขึ้นเงา บ้านเรือนใกล้เคียงต่างลุกขึ้นมาแต่งบ้าน บ้างปรับเป็นร้านโชห่วย ขายสินค้าโบราณ บ้างก็นำของสะสมมาจัดใส่ตู้โชว์เปิดให้ผู้มาเยือนชม
ร้านกาแฟโบราณที่ขายกันมานานกลายเป็นจุดหมายที่หลายคนตั้งใจมาเยือนเพื่อซึมซับบรรยากาศ เช่นเดียวกับเรือขายก๋วยเตี๋ยวผักไทย หอยทอด และไอศกรีม กลายเป็นสีสันที่ดึงดูดใจ
"เราจะเริ่มต้นกันแบบเศรษฐกิจดี แต่วิถีไม่เปลี่ยน" ชุมพล บอกกับเรา
"ตอนนี้เราทำความเข้าใจกับชุมชนแล้ว เวลามีคนเดินเข้ามาเราก็ให้การต้อนรับตั้งแต่ปากซอยมา ไม่ต้องติดต่อล่วงหน้า เพียงแต่เมื่อก่อนต่างชาติมาคิดว่าเป็นที่พักด้วย มีถือกระเป๋ามา ตอนนี้กำลังเตรียมที่พักเป็นโฮมสเตย์ ให้พักกับชาวบ้านได้
ปกติเรารับจ้างซ่อมบ้าน มาที่นี้เราต้องหาตังค์มาซ่อม แล้วเรามาใช้ชีวิตที่นี่ด้วย กลายเป็นวิถีที่มากกว่าเราเป็น เมื่อเราสัมพันธ์กับชุมชนเราจะพบว่าสิ่งที่สวยงามของชุมชนคือ คนที่นี่เค้ารักเราๆ ก็รู้สึกดี แม้แต่คนงานที่มาซ่อมบ้านก็รู้สึกดี ไม่มีใครดูถูกเค้า มันเป็นสิ่งที่งดงามที่เราไม่สามารถไปสร้างที่ไหนได้แล้ว เราก็แทบจะหยุดงานก่อสร้างที่อื่นเลยเพราะว่าเรารู้สึกอยากทำพื้นที่ตรงนี้ให้มันเกิดกลิ่นบางอย่างสำหรับการต้อนรับวิถีการท่องเที่ยวที่คนเข้ามาแล้วจัดระบบเป็นการอนุรักษ์เพื่อให้เห็นความงามในอดีตที่คนทิ้งไว้ให้เรา"
บ้านศิลปิน (The Artist House Art Gallery And Unique Handicraft) เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 9.00 - 18.00 น.ใครจะมานั่งพักผ่อน วาดรูป หรือ ทำงานก็มีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายให้ใช้ฟรี ส่วนกิจกรรมศิลปะนั้น มีการสอนทำภาพพิมพ์แบบง่ายๆ ตั้งแต่การแกะแม่พิมพ์ ตลอดจนพิมพ์ภาพลงบนกระดาษ ค่าเรียนรวมอุปกรณ์เพียง 50 บาท ส่วนเด็กๆ มีมุมให้วาดภาพระบายสีลงบนกระดาษ และภาชนะดินเผา มีมุมจำหน่ายโปสการ์ด ชา กาแฟ
ชั้นบนบ้านเปิดเป็นแกลลอรีจัดแสดงงานศิลปะของนักศึกษาศิลปะ แล้วจำหน่ายในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ยังมีการแสดงหุ่นละครเล็กของคณะละครคำนาย ที่ดูแลโดย วัชระ ประยูรคำ ประติมากรที่มีชื่อเสียงมาจัดแสดงให้ชมกันอีกด้วย
การเดินทางไปบ้านศิลปินไปได้หลายทาง ดังนี้
*จรัญสนิทวงศ์ ซอย 3 เข้ามาสุดซอยแล้วเดินข้ามสะพานลงมาเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปก็จะถึง (ทางนี้ไม่สามารถนำรถมาได้)
* เข้าทางราชพฤกษ์ สังเกตทางเข้าโรงแรมกรีนอินท์ หรือเบนย์ 99
* เข้าทางเพชรเกษม 28 ก็ตรงมาตามทางจะมาบรรจบถนนเข้าวัดคูหาสวรรค์วรวิหาร จอดรถได้ที่ลานวัด แล้วเดินเลียบคลองมาทางขวาตรงไปสุดทาง
* เข้าทางเพชรเกษม ๒๐ สามารถจอดรถได้ที่วัดกำแพง โทร.084 - 1661331 , 087 - 8163215
โดย : ปิ่นอนงค์ ปานชื่น
ที่มา: bangkokbiznews 26 กันยายน 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by