วัยรุ่นลั้นลา ดาหน้าย่ำยีหอศิลป์

 

                ตัวอย่างวัยรุ่นหนุ่มสาวใช้มุมอับแสงภายในห้องฉายวิดีทัศน์เป็นพื้นที่พลอดรักในหอศิลป์ 
                                                             -------------------------

หอศิลป์กรุงเทพฯ วิมานศิลปะกลางกรุงสุดหรูที่เปิดให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าเสพอารยธรรมได้อย่างเสรี วันนี้ศิลปะยังคงอยู่ผสมกับศิลเปรอะที่คนรุ่นใหม่สร้างขึ้นโดยปราศจากกาลเทศะ ด้วยพฤติกรรมต้องห้ามทั้งวิ่งเล่น เสียงดัง ทำลายผลงาน แม้แต่การเปลี่ยนหอศิลป์ให้เป็นหอรัก ทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร คำว่า “มารยาท” กำลังสูญหายไปหรือไม่ ใครคือผู้รับผิดชอบ...


หากได้ลองก้าวเท้าเข้ามา หลายคนคงต้องหงุดหงิดรำคาญกับพฤติกรรมชวนปวดหัวของเหล่าบรรดาวัยรุ่น ทั้งจับกลุ่มเมาท์นอกเรื่องเสียงดัง จับต้องงานศิลปะโดยไม่กลัวผลงานพัง วิ่งเล่นหยอกล้อไม่เกรงใจใคร จดจ่อกับการถ่ายรูปตัวเองให้สวยที่สุดไม่ว่ามุมไหนๆ หาได้สนใจผลงานศิลปะแต่อย่างใด ยิ่งวันไหนควงคู่กันมา เป็นต้องหามุมอับ แสงสลัวอิงแอบพลอดรักกันเป็นครั้งคราว
ทางกรุงเทพมหานครได้ทุ่มเงินสร้างหอศิลป์กรุงเทพฯ เสกให้เป็นอาคาร 9 ชั้นโครงสร้างหรู (ไม่รวมชั้นใต้ดิน) ด้วยเงินทุนสูงถึง 504 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2548 เพื่อสร้างแหล่งศิลปะให้ประชาชนชาวกรุงได้เข้าถึง และยังทุ่มเงินอีก 29 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการบริหารงานตั้งแต่ปี 2551 นี่ยังไม่รวมเงินงบประมาณที่ต้องสูญไปในแต่ละปี เพื่อให้เยาวชนไทยเข้ามาวิ่งเล่น ทำพฤติกรรมดังกล่าว คำถามคือ มันคุ้มกันแล้วหรือ?

 

 

                                          หอศิลป์กรุงเทพฯ หอศิลป์หรูใจกลางเมือง
                                                            ---------------------

มิสเตอร์และมิสโฟโต้เจนิกหอศิลป์ฯ
ทีมงาน M Lite ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่จริง เพียงแค่เดินเข้ามาในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre) หรือที่เรียกกันอย่างชินปากว่า หอศิลป์กรุงเทพฯ แม้ไม่ทันได้สังเกตก็จะพบเห็นเหล่าวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยหิ้วกล้องใหญ่เล็กเข้ามาใช้พื้นที่ในหอศิลป์ในการโพสท่า ยกนิ้ว ชี้ขา อ้าปาก แลบลิ้น ถ่ายรูปตามส่วนต่างๆ ภายในอาคารอย่างเมามัน จะเรียกว่าเป็นแฟชั่นวันนี้คงไม่ผิด เพราะส่วนใหญ่ทำเหมือนๆ กันอย่างกับก๊อบปี้มา

ส่วนโลเกชั่นถ่ายภาพ ก็เริ่มตั้งแต่โถงจัดแสดงงานชั้นล่าง ทางลาดซึ่งใช้เชื่อมระหว่างชั้น บันไดเหล็กที่มีแสงสว่างเพียงพอ พื้นที่ว่างหน้าห้องน้ำ ไปจนถึงซอกหลืบเล็กๆ ที่คนทั่วไปอย่างเราๆ อาจคาดไม่ถึง แต่พวกเขาสามารถเนรมิตให้กลายเป็นสตูติโอขนาดย่อมได้

แม้แต่ห้องจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะเอง ก็เป็นพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากดาราหน้ากล้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ไหนๆ โดยเฉพาะการถ่ายรูปคู่กับผลงานของศิลปิน ผู้ชมบางรายถูกใจสีสันสวยงามของชิ้นงานจนต้องยึดเป็นฉาก โพสท่าหันซ้ายเอียงขวาอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง โดยไม่สนใจว่าผู้ชมท่านอื่นจะรอชมนานแค่ไหน บางรายอยากได้ภาพสวยสมใจ เอาตัวเข้าไปยืนแนบชิดติดกับภาพวาด แสร้งไม่เห็นป้ายติดกำกับไว้ว่า “ห้ามจับผลงาน” และไม่เกรงใจว่าอาจชำรุดเสียหาย ส่วนบางรายติดใจในไอเดียแปลกใหม่ของชิ้นงาน ถ่ายรูปแสดงอาการล้อเลียนก็มีให้เห็นมาแล้ว


 

 

                                      ชิ้นงานศิลปะที่เสียหายจากผู้ชมที่ถ่ายรูปไม่ระวัง
                                                         ----------------------

หอศิลป์ฯ หอสันทนาการตามใจฉัน
นอกจากหอศิลป์กรุงเทพฯ จะทำหน้าที่เป็นสตูดิโอยอดฮิตให้แก่เหล่าวัยรุ่นวัยทำงานแล้ว ที่แห่งนี้ยังแปลงเป็นสถานที่สนองความต้องการได้อีกหลายรูปแบบ แล้วแต่ไอเดียบรรเจิดของเหล่าเยาวชนไทยจะคิดได้

เริ่มด้วยการแปลงหอศิลป์ให้กลายเป็นหอรัก เข้าใจว่าคู่รักวัยรุ่นบางคู่กำลังตกอยู่ในโลกสีชมพู การเดินจูงมือกันไป ชมงานไป ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับบางคู่กลับใช้ห้องฉายวิดีทัศน์เป็นพื้นที่ส่วนตัวนั่งอิงแอบแนบชิดกันบ้าง นั่งบนเก้าอี้บีนแบ็กตัวเดียวกันบ้าง แม้จะไม่ได้มีการหอมแก้มหรือเลยเถิดถึงขั้นทำอนาจารกันก็จริง แต่แสงสลัวๆ ในห้องฉายผลงาน บวกกับความหวานของคู่รัก ก็ทำให้ผู้ชมท่านอื่นๆ ที่เดินผ่านมาไม่กล้าเข้าไปชมผลงานดังกล่าว และกลับต้องเป็นฝ่ายเดินหนีเสียเองเพราะอายแทน

สำหรับเด็กมัธยมฯ หอศิลป์ใจกลางเมืองแห่งนี้กลับเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของพวกเขา โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณทางลาดซึ่งเชื่อมห้องจัดแสดงนิทรรศการทั้ง 3 ชั้นเอาไว้ (ชั้น 7-9) โดยปกติแล้ว พื้นที่ดังกล่าวมีไว้ให้ผู้ชมค่อยๆ เดินชมงานศิลปะที่ติดอยู่ตามฝาผนัง แต่สำหรับเด็กๆ หากพวกเขามากับกลุ่มเพื่อน ส่วนใหญ่มักห้ามใจไม่ไหวที่จะใช้คุณสมบัติของความชันบนพื้นที่ดังกล่าววิ่งไล่จับกัน บ้างแข่งกันวิ่งขึ้น ท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลก บ้างแข่งกันวิ่งลง ทดสอบระบบเบรกของรองเท้า บางรายใช้เป็นสไลเดอร์ ยืนนิ่งๆ แล้วให้เพื่อนลากลงไป แล้วแต่จะสรรหาวิธีเล่น

ชัยวัฒน์ ปานพิมพ์ เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในหอศิลป์กรุงเทพฯ มาปีกว่าแล้ว เล่าเหตุการณ์ตื่นเต้นที่เคยเกิดขึ้นให้ฟังว่า มีเด็กผู้ชายวิ่งลงมาจากทางชันตรงนั้น แล้วก็ล้มลงไป พี่ชัยวัฒน์ตกใจมากกลัวว่าเด็กจะได้รับบาดเจ็บ รีบวิ่งไปดู ปรากฏว่าน้องคนนั้นแค่ทำท่าเล่นๆ อำให้เพื่อนขำเท่านั้นเอง


 

 

                                         ดาราหน้ากล้องถ่ายรูปไม่แคร์ใครในหอศิลป์ 
                                                          ---------------------


                                           พิงภาพวาดถ่ายรูป ไม่สนว่าจะเสียหาย
                                                             --------------

 

 

                                 บางมุมในอาคารถูกเนรมิตให้กลายเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ 
                                                            ------------------

พฤติกรรมแบบนี้ไม่เป็นที่ต้องการ
น้องเวฟ เด็กหญิงธันยา วงศ์วราวิภัทร์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นม.4 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เล่าให้ฟังว่าเคยเจอกลุ่มรุ่นพี่มหาวิทยาลัยมากับเพื่อนหลายคน ผลัดกันถ่ายรูปอยู่กับผลงานชิ้นหนึ่งนานมาก จนทนรอไม่ไหว ต้องข้ามไปดูชิ้นต่อไปก่อน
“หนูมาดูงานที่นี่บ่อยค่ะ แทบทุกอาทิตย์ เจอหลายทีเหมือนกันรุ่นพี่ที่มาโพสท่าถ่ายรูปกับภาพวาด ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่บางทีเขาก็ถ่ายรูปกันอยู่นานมาก ทำให้เราดูภาพนั้นไม่ได้ ต้องดูภาพอื่นรอไปก่อน พอเขาย้ายไปถ่ายอีกภาพ ก็ค่อยเดินไปดู”
ก่อนลากันน้องเวฟยังแอบกระซิบบอกเพิ่มเติมว่า “เมื่อกี๊มีพี่ผู้หญิงกับผู้ชายถ่ายรูปคู่กัน พิงถูกภาพที่หนูชอบพอดีด้วย พี่น่าจะได้เห็น”


บนโลกอินเทอร์เน็ตเองก็มีคนจำนวนไม่น้อยแสดงความไม่พอใจกับแฟชั่นการใช้หอศิลป์กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ถ่ายรูป อย่างในบล็อก heyboibz.exteen.com บล็อกเกอร์ได้เขียนระบายความรู้สึกส่วนหนึ่งในบทความไว้ว่า
“มีผู้ชมศิลปะจำนวนหนึ่งที่เหมือนจะมาชมศิลปะ แต่กลับทำตัวไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ คือพวกเขาเหล่านั้นเข้าชมศิลปะด้วยเสียงดังรบกวนผู้อื่น หนำซ้ำยังจับกลุ่มถ่ายรูปเล่นกับงานศิลปะอย่างสนุกสนาน ราวกับว่านี่คือสตูดิโอถ่ายภาพ ผมได้แต่ยืนงง ทำตัวไม่ถูก... ผมไม่เห็นด้วยกับเด็กกลุ่มนี้ แล้วคุณล่ะ ว่ายังไงกัน?”
ความคิดเห็นของผู้เยี่ยมชมบล็อกดังกล่าว ส่วนใหญ่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมข้างต้น แต่ยังคาดหวังว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะค่อยๆ เรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเสพศิลปะให้ดีขึ้นในอนาคต

 

 

                                เด็กมัธยมลากเพื่อนเล่นสไลเดอร์บนทางชันภายในหอศิลป์
                                                        --------------------------

 


                                 เล่นกับแสงจากเครื่องฉาย ไม่ใส่ใจคนที่กำลังชมผลงาน
                                                            --------------------

หนึ่งปีผ่านไป หอศิลป์ฯ ให้อะไรแก่ผู้ชม
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ให้โลเกชั่นถ่ายรูปแก่หนุ่มสาวผู้คลั่งกล้อง ให้โต๊ะเก้าอี้ว่างแก่เยาวชนที่ต้องการติวหนังสือ มีไอศกรีม เค้ก อาหารว่าง สำหรับคนที่ท้องว่างและต้องการที่พัก มีที่ฝากกระเป๋าสำหรับคนที่มีสัมภาระเยอะและเหล่านักชอปตัวยง มีหลังคาให้หลบฝนสำหรับคนที่ลืมเอาร่มมา ฯลฯ มองดูแล้ว บทบาทของหอศิลป์แห่งนี้คล้ายลานอเนกประสงค์ให้ประชาชนชาวกทม. ได้ใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน แล้วหน้าที่หลักของหอศิลป์เล่า อยู่ตรงไหน?
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมปีที่แล้ว หอศิลป์กรุงเทพฯ เริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรก ด้วยความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้ช่วยอุดรอยรั่วระหว่างประชาชนกับศิลปะในสังคมไทย จึงเลือกทำเลทองกลางใจเมือง สร้างแหล่งศิลปะขึ้นมา แล้วเสิร์ฟให้แก่ประชาชนถึงที่ คาดหวังว่าที่ตั้งที่เอื้ออำนวยจะช่วยดึงคนเข้ามาในหอศิลป์ได้สำเร็จ


ถึงวันนี้หอศิลป์กรุงเทพฯ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวกรุงได้จริง แต่ก็เป็นเพียงแค่ตัวอาคารเท่านั้นที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าถึง ส่วนเรื่องการเสพศิลปะนั้น ยังต้องคุยกันอีกยาว


อ.ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ยอมรับว่าการส่งเสริมศิลปะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย ตอนนี้ขอแค่ดึงคนเข้ามาให้ได้ก่อน ส่วนเข้ามาแล้วจะเสพงานศิลป์มากน้อยแค่ไหน ค่อยมาว่ากันอีกที
“ปัญหาเรื่องคนไทยไม่ค่อยสนใจศิลปะ เข้ามาฝากกระเป๋าบ้าง เข้ามาทำกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่ามาดูงานบ้าง อันนี้ต้องคิดเสียว่าอย่างน้อยสถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นทางเลือก ส่วนเข้ามาแล้วจะโพสท่าถ่ายรูปก็ถือว่ายังดี อย่างน้อยเขาคงได้ดูผลงานกันบ้าง คงไม่มีใครที่เอาแต่ถ่ายๆ แล้วก็ไปล่ะมั้ง น่าจะได้ดู ได้อ่านคำอธิบายภาพกันบ้าง แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้คนที่เข้ามาแล้วอาจทำกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่าดูงาน ลองหันมาตั้งใจชมงานเป็นหลักบ้าง ถ้าทำได้ก็คงจะดีไม่น้อย หอศิลป์จะได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

 

 

                                      ถอดรองเท้าถ่ายรูปเล่นตามสบายเหมือนเป็นบ้านตัวเอง
                                                            ---------------------------

“มารยาท” วิชาที่เยาวชนไทยต้องลงเรียนเพิ่ม
เมื่อผลงานศิลปะถูกมองข้าม คนที่เจ็บปวดที่สุดคงหนีไม่พ้นศิลปิน อ.ชลิต นาคพะวัน ศิลปินร่วมสมัย เปิดใจเล่าให้ฟังว่า ศิลปินหลายท่านท้อใจกับการเสพศิลปะของผู้ชมบางกลุ่มซึ่งมีพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ และที่บ่นถึงกันบ่อยๆ เห็นจะเป็นเรื่องการถ่ายรูปกับผลงานอย่างไม่ให้เกียรติคนทำ
“มีศิลปินหลายท่านเลยทีเดียวที่มานั่งคุยกันเรื่องนี้ บางคนถึงขั้นตัดพ้อ เพราะเขามองว่างานของเขาทรงคุณค่ามาก กว่าจะเกิดเป็นผลงานแต่ละชิ้นได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน พอเห็นคนมาแอ็กชั่นถ่ายภาพกับผลงาน สนใจเรื่องโพสท่าไปเรื่อยมากกว่าจะสนใจตัวงาน มันเลยทำให้เขาหงุดหงิด เขาอยากให้ชื่นชมผลงาน อยากให้เคารพสิ่งที่คิดมามากกว่า แต่สำหรับผม ผมไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไร มันปลงเสียแล้ว”


เรื่องมารยาทในการชมงาน อ.อรรฆย์ ฟองสมุทร นักวิจารณ์ศิลปะ และภัณฑารักษ์ประจำหอศิลปม.กรุงเทพ มีความคิดเห็นว่า ไม่อยากให้โทษผู้ชมว่าชมงานอย่างไม่มีมารยาท แต่เราควรมองให้ลึกจนถึงสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาเติบโตมา ควรหันมาพิจารณาระบบการศึกษาว่าได้ทำหน้าที่ให้ความรู้แก่พวกเขามากน้อยแค่ไหน ควรหันมาโทษโครงสร้างสังคมแล้วพัฒนาให้ถูกจุดจะดีกว่า
“เวลาเห็นเด็กคนหนึ่งกินข้าวมูมมาม มีคนบ่นว่าเด็กคนนี้กินข้าวมูมมามจัง ผมบอกไม่ใช่ เค้ากินมูมมามกันทั้งบ้าน เราต้องมองอย่างนี้ จะมานั่งโทษเด็กเป็นคนคนไม่ได้ ต้องมองให้ออกว่าพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาคือสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมตัวเขา ก็เหมือนกันกับเรื่องชมศิลปะ ลองคิดดูว่าเรามีพื้นที่เสพงานศิลปะอยู่แค่หยิบมือเดียว จะคาดหวังให้เขาเรียนรู้อะไรมากมายจากที่ไหน ในเมื่อคุณมีพื้นที่บ่มเพาะพฤติกรรมของเขาแค่นั้น เราควรละอายด้วยซ้ำที่ไปร้องขอมารยาทที่ดีจากพวกเขา”


ได้แต่หวังว่างานศิลปะจะช่วยหล่อหลอมให้เด็กไทยเข้าใจหน้าที่ที่แท้จริงของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครและหอศิลป์แห่งอื่นๆ เสียที ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะได้ไม่ต้องมานั่งละอายที่จะร้องขอมารยาทที่ดีในการชมหอศิลป์จากเยาวชนไทย

 

 

 


ที่มา: ASTVผู้จัดการรายวัน 24 กันยายน 2553

Views: 102

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service