สิ่งเล็กๆ ที่อาจทำให้เรามองเห็นภาพอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เช่นเดียวกับชาเพียงใบเดียว อาจทำให้เราพบกับความเชื่อมโยงที่ถูกบดบังไว้ด้วยกาลเวลา.....
ความกระท่อนกระแท่นของประวัติศาสตร์ไทย เพราะไทยเรียนประวัติศาสตร์จากพงศาวดารที่เขียนไว้เพียงความสำเร็จ และความล้มเหลวที่สง่างามเยี่ยงวีรบุรุษ เรามิได้เข้าถึงประวัติศาสตร์ในรูปของวิถีชีวิตประจำวัน
เราอาจไม่ระแคะระคายว่า คนอยุธยานุ่งห่มเยี่ยงไร (นุ่งผ้าสีสดพิมพ์ลายจากอินเดีย) กินอยู่อย่างไร (อาหารเปอร์เซียนคือแฟชั่นสมัยพระนารายณ์) และผู้คนอิจฉาริษยาร้ายแรงเยี่ยงไร (บางกรณีหมายถึงเมียน้อยขุนนางใส่ความผัวตัวเองจนต้องโทษขบถ!)
เศษเสี้ยวเล็กน้อยจากอดีต บวกกับความใคร่รู้ อาจทำให้เราเข้าใจแง่มุมจากอดีตที่เราหลงลืม เพื่อที่จะมองอนาคตให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
ผมนั่งมองจอกชาในมือ ชาถ้วยเดียว แต่หากเราใส่ใจที่จะค้นหารากเหง้าของมันในแผ่นดินสยาม เราจะพบรากเหง้าของบรรพชนเราในถ้วยชาเช่นกัน
เป็นรากเหง้าแห่งสุนทรียภาพที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน
เช่นเดียวกับที่เราจะพบหากค้นหาประวัติศาสตร์ในเชี่ยนหมาก มีดชายธง ส้วมโบราณ เศษผ้าประเจียด หรือกระทั่งเศษเครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัยที่คลื่นซัดขึ้นมานอนสงบนิ่งท่ามกลางชายหาดเงียบสงัดไม่ไกลจากเขาสามร้อยยอด ผมหยิบมันขึ้นมา (อาจเป็นครั้งแรกในรอบสี่ร้อยปีที่มือของมนุษย์สัมผัสมันอีกครั้ง) พยายามนึกถึงอนาคตที่ไปไม่ถึงของเศษเครื่องเคลือบชิ้นนี้
มันอาจเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการจากขุนนางสยามถึงโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ขุนพลกำราบปฐพี (โชกุน) ผู้หลงใหลในเครื่องกระเบื้องงดงามพิสดารจากดินแดนทะเลใต้ อันหมายถึงสยามและอันนัม สันนิษฐานกันว่า ในคอลเลกชันอุปกรณ์สำหรับพิธีชงชาของเขามีทั้งไหสี่หูจากเตาเผาลุ่มแม่น้ำน้อย และกระปุกเคลือบจากเตาทุเรียง แห่งศรีสัชนาลัย
สำเภาลำนั้นอาจไปไม่ถึงญี่ปุ่น แต่เครื่องเคลือบไม่ถ้วนชิ้นเดินทางถึงคอลเลกชันพิธีชงชาของเจ้าเมือง (ไดเมียว) ผู้หลงใหล “ชาโนยุ” และสุนทรียะของเครื่องชงชาจากแผ่นดินไทย
ในการเดินทางค้นหาเศษเครื่องเคลือบ เกร็ดประวัติศาสตร์เหนือจอกน้ำชานับร้อยนับพันถ้วย ผมค่อยๆ พบชิ้นส่วนตัวต่อที่เราหลงลืมในตำราเล่มเขื่องที่ประวัติศาสตร์สยามไม่เคยบันทึกไว้
ชิ้นส่วนเหล่านั้นซ่อนอยู่ในวิถีชาวสยาม เพื่อนบ้าน และผู้มาเยือนจากแดนไกล การเดินด้วยสายตาและสองเท้า เพื่อค้นหาความหมายและความเชื่อมโยง ให้ทั้งรสชาติสุขุมแห่งความรู้ และเข้าถึงความลุ่มลึกศิลปะการชงชีวิตในวัฒนธรรม การดื่มชา
หนังสือเล่มหนึ่งในซอกหลืบสลัวของห้องสมุดให้ความกระจ่างกับผมว่า “คัตซึ-ยุ” เป็นชื่อที่ชาวญี่ปุ่นใช้เรียกเครื่องสังคโลกที่ผลิตในราวศตวรรษที่ 15-16 รูปพรรณของมันน้ำสีน้ำตาลเข้ม บ้างขูดลายละเอียดลออก่อนชุบเคลือบ มันเดินทางไหลจากสยามสู่ญี่ปุ่นเพื่อใช้ในพิธีชงชา หรือ ชาโนยุ กระทั่งบัดนี้ “คัตซึ-ยุ” ยังถือเป็นมรดกล้ำค่ายิ่งสำหรับเซียนชา
ใครบ้างที่เกี่ยวพันในสัมพันธ์ชาไทย-ญี่ปุ่น?
เขาผู้นั้นได้รับการบันทึกชื่อว่าเป็น จายะ ชิโรจิโร นายวาณิชย์แห่งเกียวโต ผู้เกี่ยวพันด้านการค้าและการติดต่อทางการเมืองกับออกพระจุฬา แห่งอยุธยาในราชสำนักสมเด็จพระเอกาทศรถ
เราไม่ทราบรสนิยมการดื่มชาของออกพระจุฬา แต่หลักฐานทางโบราณคดีจากการขุดค้นคฤหาสน์ของชิโรจิโร เราทราบถึงรสนิยมชาอันวิไล สะท้อนได้จากอุปกรณ์ชงชาหรูหรากระทั่งบางชิ้นยังทำด้วยทองคำ อีกทั้งห้องประกอบพิธีชายังกว้างใหญ่รองรับแขกเหรื่อได้ไม่น้อย
ผมไม่ทราบว่า ออกพระจุฬานิยมรสชาชนิดใด จากในบันทึกของบบริษัท อินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (VOC) เราได้รับทราบถึงเหตุการณ์หนึ่งในกรณีพิพาทระหว่างสยามกับดัตช์ คราหนึ่งเรือของ VOC สามารถสกัดจับสำเภาหลวงของสยามซึ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่น สินค้าบนเรือระบุว่าเป็นชาญี่ปุ่น
ขุนนางบางคนในอยุธยาหรืออาจเป็นโรนินร่อนเร่จากนางาซากิ ที่เขามาปักหลักในเมืองพระนครอาจเป็นผู้สั่งเข้ามา
ในยุคนั้นความนิยมดื่มชาของชาวยุโรปยังมีจำกัด แต่บันทึกของชาวโปรตุเกสยังเอ่ยถึงวัฒนธรรมชาในไทย บางบันทึกนั้นเอ่ยถึงความต้องการโลหะชนิดบางผสมระหว่างตะกั่วกับดีบุก ที่เรียกว่า Calin (จากภาษาฮินดีว่า Kala’i) ขายไปทั่วดินแดนฟากบูรพทิศ
ชาวสยามมิได้หวังใช้ Calin ในเชิงยุทธศาสตร์ดังชาวโปรตุเกส แต่บรรพชนของเราใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำพาชนะเก็บใบชา หรือ “ถ้ำชา”
ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ทูตจากราชสำนัก “สุริยะราชัน” พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสสู่ราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์บันทึกอย่างละเอียดยิบถึงรสนิยมการดื่มของชาวสยาม ตั้งแต่กระแช่จนถึงชาชั้นเลิศ เขาพรรณนาไว้ว่า ชาวสยามมักดื่มชาระหว่างการสนทนา “เพื่อความรื่นรมย์แห่งการสนทนา” เช่นดียวกับชาวจีน
นักแรมทางจากปารีสละเอียดลออกับวิถีชีวิตชาวสยามถึงกับนันทึกไว้ถึงชนิดชา (มี 3 ชนิด ทั้ง 3 ชนิดสามารถใช้เป็นยา) วิธีการชงชา (จะต้มน้ำในกาน้ำทองแดงเคลือบดีบุกด้านใน) แหล่งที่มาของอุปกรณ์ชงชา (เป็นกาที่ทำจากญี่ปุ่น บ้างก็ต้มในกาดินเผาจากเตาท้องถิ่น) และวิธีการลิ้มรสชาติ (ดื่มชาจากเครื่องเคลือบจีน ไปพร้อมๆ กับแกล้มขนมหวาน)
หากยังไม่เห็นภาพการดื่มด่ำชาครั้งอดีต บันทึกในเชิงทัศนศิลป์อาจช่วยเราได้
ภาพลายรดน้ำในหอเขียน วังสวนผักกาด ฝาแผ่นที่ 4 แสดงภาพพระพุทธเจ้าทรงฉันปัจฉิมบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทกัมมารบุตร เมืองปาวา ภาพนั้นประกอบด้วยความโกลาหลของการทำครัวที่ด้านล่างเรือนนายจุณทะ ในความอลหม่านนั้นมีทั้งการเชือดหมู รีดเส้นขนมจีน วงมโหรี และถ้วยชาในถาดรอง
และที่ฝาที่ 9 เราจะพบเจ้าพนักงานกำลังประเคนชาให้พระคุณเจ้า ที่กำลังรับกิจนิมนต์ในวัง ถาดรองป้านและจอกชานั้นสะท้อนรสนิยมเสิร์ฟชาเยี่ยงชาวจีนร่วมสมัยอย่างชัดเจน
แต่ไม่ว่าจะเป็นบันทึกในถ้อยคำเรียบง่ายของชาวญี่ปุ่น วิลันดา โปรตุเกส หรือฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นลายรสน้ำฝีมือชั้นครู หรือไม่ว่าจะเป็นเครื่องเคลือบสังคโลกที่ล้ำค่าที่สุด
แต่คงไม่มีสิ่งใดหรือใครที่จะผนวกรสชาติชาเข้ากับครรลองชีวิตได้เท่ากับครูกวี สุนทรภู่ ผู้ซ่อนขมขื่นในบท “รำพันพิลาป” ถึงรสใบชา
เห็นทับทิมริมกระฎีดอกยี่โถ สะอื้นโอ้อาลัยจิตใจหาย
เห็นต้นชาหน้ากระไดใจเสียดาย เคยแก้อายหลายครั้งประทังทน
ได้เก็บฉันวันละน้อยอร่อยรส ด้วยยามอดอัตคัดแสนขัดสน
จะซื้อหาชาจีนทรัพย์สินจน จะจากต้นชาให้อาลัยชาฯ
ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ชาในสยาม และประวัติศาสตร์สยามในรสชา ในแผ่นดินนี้ยังมีชิ้นส่วนที่เราหลงลืมอีกมากมาย ไว้ในแก้วชาใบเล็กๆ ในร้านที่นราธิวาส เมี่ยงชาคำเล็กๆ จากเชียงใหม่ ชาจีนจากเยาวราชในกำมือเล็กๆ
หรือใบชาจอกเล็กๆ จอกหนึ่งที่ในบันทึกโบราณนานนับศตวรรษ
สิ่งเล็กๆ ที่อาจทำให้เรามองเห็นภาพอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
เช่นเดียวกับชาเพียงใบเดียว อาจทำให้เราพบกับความเชื่อมโยงที่ถูกบดบังไว้ด้วยกาลเวลา
โดย: กรกิจ ดิษฐาน
ที่มา: posttoday 19 กันยายน 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by