สำนักพิมพ์กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม! (2)

 

 

สมัยนี้ถ้าใครยังหลงคิดว่า "นักเขียนคือเทพเจ้า-เข้าถึงยาก มีโลกส่วนตัวเฉพาะ ไม่สนใจใครทั้งนั้น ถ้าอยากใกล้ชิดกรุณารออ่านผ่านผลงานอย่างเดียว"

 

 

สมัยนี้ถ้าใครยังหลงคิดว่า "นักเขียนคือเทพเจ้า-เข้าถึงยาก มีโลกส่วนตัวเฉพาะ ไม่สนใจใครทั้งนั้น ถ้าอยากใกล้ชิดกรุณารออ่านผ่านผลงานอย่างเดียว"

จง...เตรียมตัวเรียก “ช้อย-มารอเก็บฉาก” ได้เลยครับ!! เพราะเราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า นักเขียนคือแบรนด์ ...

นักเขียนทุกคนล่ะครับถ้าพิมพ์หนังสือออกมาแล้วพอขายได้ แสดงว่า เขามีคนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะติดตามผลงานชิ้นต่อไป อย่างที่บอกไปแล้วว่า นักการตลาดที่ดีอย่าปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไป จงขยันหมั่นเพียรถักทอสายใยรักนี้เอาไว้ให้เหนียวแน่น

ความจริงแล้ว สำหรับความหมายของแบรนด์ นั้นได้มีผู้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย ดังตัวอย่างเช่น เดวิด โอกิลวี่ (David Ogilvy)  เคยบอกเอาไว้ว่า

“แบรนด์ คือสัญญาลักษณ์ที่ซับซ้อน คือผลรวมที่จับต้องไม่ได้จากการที่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาภายนอกของสินค้า การได้ยินชื่อ การได้สัมผัสบรรจุภัณฑ์ และราคา การได้รับรู้ประวัติความเป็นมา และชื่อเสียงที่แบรนด์นั้นสั่งสมเรื่อยมา และความรู้สึกที่มีต่อวิถีทางที่แบรนด์นั้นโฆษณาไว้ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นจากความรู้สึกโดยรวมของผู้ใช้ และประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ใช้ที่ได้สัมผัสกับแบรนด์นั้นมา”
 

หรืออย่างที่ บุญอยู่ ขอพระประเสริฐ  เขียนเอาไว้ในหนังสือ “รู้เท่าทันแบรนด์” (หน้า 20-21)  ว่า
 “ตราสินค้า (Brand) หมายถึงสัญญาลักษณ์อันเป็นที่รวมความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อตราสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งในแง่ลักษณะของกายภาพ ชื่อ บรรจุภัณฑ์ ราคา ความเป็นมา ชื่อเสียง วิถีทาง การสื่อสารของสินค้าทั้งมวล และหมายรวมไปถึงประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมีต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของเจ้าของสินค้านั้นด้วย”
 

ดังนั้นถ้าจะเว้ากันซื่อๆ ในมุมมองของผม นักเขียนหรือสำนักพิมพ์ ก็คือ แบรนด์ นั่นแหละ!!
 ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ขึ้นอยู่ว่า คุณสามารถเข้าถึงความรู้สึกของลูกค้าของคุณหรือไม่ รวมทั้งส่วนที่จับต้องได้ (tangible) และจับต้องไม่ได้ (intangible) และคุณสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นมาได้หรือไม่
 ถ้าได้-ก็ปิงโก!!
 

และตัวช่วยที่ดีที่สุดในยามนี้คือ  Facebook ครับ มันจะเป็นทางเลือกที่ดี-ง่าย ลงทุนต่ำ แค่หาคนมาคอยอัพโหลดข้อความ และภาพ ถ้านักเขียนทำไม่เป็น สำนักพิมพ์ต้องดูแล
 ผมรับประกันได้เลยว่า Facebookสามารถใช้ร่วมกับกลยุทธ์ทางการตลาดได้ดี ในการสื่อสารกับกลุ่มแฟนๆ ของนักเขียนคนนั้นๆ อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา อย่าลืมเป็นอันขาดว่า กลุ่มลูกค้า คนอ่านหนังสือ-คนซื้อหนังสือสมัยนี้กว่าครึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน
 การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้เร็ว-แรง จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณจะเขียนเรื่องใหม่-ออกหนังสือใหม่ ลงข่าวกระตุ้นใน Facebook ของคุณรับรองได้ผล
 

ที่สำคัญใน Facebook นอกจาก ลูกค้า-แฟนหนังสือจะเข้าไปอ่านผลงานบางส่วนของนัดเขียนคนโปรด สำนักพิมพ์ที่ชื่นชอบได้แล้ว บางครั้งประสบการณ์ มุมมอง ความคิดของนักเขียน หรือบรรณาธิการสำนักพิมพ์ก็มีประโยชน์มีคุณค่ากับแฟนหนังสือของเขา
 

การเข้าไปสื่อสารผ่าน Facebook ด้วยการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต ปรัชญาในการดำเนินชีวิต วิธีคิด สาระจากกิจวัตรประจำวัน ตลอดไปจนถึงการเก็บตกจากเวทีบรรยาย,ประชุม,สัมมนา,งานเปิดตัวหนังสือ,งานแถลงข่าว,การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน,การไปแจกลายเซ็นของนักเขียนตามร้านหนังสือ,กิจกรรมต่างๆ
 

สุดท้ายมันเป็นเหมือนแฟ้มข้อมูล-แฟ้มประวัติผลงานที่ลูกค้าทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ มันเป็นการสร้างความเป็นกันเอง-สร้างแรงศรัทธาและต่อไปก็จะกลายเป็นความรักผูกพันที่ติดตามผลงาน สนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง
 คำตอบสุดท้ายที่ได้รับคือ เวลามีหนังสือใหม่ๆ ออกไปวางตามร้านหนังสือก็ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยใจว่า ใครคือลูกค้า ไม่ต้องงอนง้อร้านหนังสือให้ช่วยเชียร์-ช่วยขายจนเกินงาม!?!
 ครับ-พวกคุณต้องทำให้ร้านหนังสือ-กลับไปเป็นแค่ ปั๊มน้ำมัน...ไม่ใช่ผู้กุมชะตาราคาน้ำมัน!
 -----------------------------------------------------
 

แบรนด์ทุกแบรนด์ หรือนักเขียนทุกคน ต่างมีเรื่องราวของตัวเอง-ต่างมีแฟนหนังสือของตัวเองครับ ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น และนี่คือ...กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มที่สำนักพิมพ์และนักเขียนไม่ควรมองข้าม!!

เพราะฉะนั้น สำนักพิมพ์ทั้งหลายต้องทำการบ้านเยอะๆ ค้นหาให้เจอว่า นักเขียนของค่ายตัวเองเป็น แบรนด์ที่มีคุณภาพหรือมีศักยภาพหรือไม่ ถ้าไม่มี-สร้างได้ไหม?
 ครับ-ถ้าได้... “ต้องสร้าง ต้องผลักดัน ต้องส่งเสริม-ถ้ามั่นใจว่า พอจะเห็นแววรางๆ ปั้นได้ ไม่ดื้อ ไม่อีโก้จัดจนเกินไป”

ถามว่านักเขียนที่มีคุณสมบัติเป็น แบรนด์ที่ดีมีคุณภาพ เป็นอย่างไร ท่านผู้รู้สอนผมเอาไว้ข้างโต๊ะอาหารว่า พึงต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วนที่สำคัญยิ่ง คือ

1.ต้องมีจุดยืนเป็นตัวของตัวเองที่มั่นคงสะท้อนถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ชัดเจน อย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ต้องมี Attitude towards life
 2.มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ไปเลียนแบบใคร หรือมี Authentic
 3.ต้องมีความสม่ำเสมอในการทำงานหรือคงเส้นคงวาในการสื่อสารกับกลุ่มผู้ติดตามผลงานของตัวเอง หรือที่เรียกว่า มี Consistency

ถ้าสำนักพิมพ์ไหนอยากจะประสบความสำเร็จในโลกของการแข่งขันสมัยนี้ ต้องสร้างนักเขียนหรือแบรนด์แบบนี้ขึ้นมาให้ได้ คุณอาจจะใช้วิธีศึกษาเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ไม่ว่ากัน แต่สุดท้ายคุณก็ต้องหาตัวเองให้เจอ สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองให้ได้
 ภาษาเด็กเก๋าโจ๋ในสายพาณิชย์-ศิลป์ฯ คือไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนหรือสำนักพิมพ์...คุณต้องมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง!

เพราะฉะนั้นนักเขียนหรือสำนักพิมพ์ ต้องเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของความแตกต่างในคำว่า Personal Beanding กับคำว่า Self Promotiion  ให้ได้นะครับ
 

ต้องอย่าลืมว่า การโด่งดังแบบกลวงๆ หรือการที่นักเขียนโด่งดังแบบเลียนแบบงานเขียนคนอื่น-หรือการที่สำนักพิมพ์พิมพ์งานเลียนแบบสำนักพิมพ์อื่น ---เดี๋ยวก็ดับ!

 ผมเห็นมาเยอะแล้ว...พอใครทำนิยายวัยรุ่นขายดีก็แห่แหนแต๋นแต้ตามเขาไป... ผมเห็นมาเยอะแล้ว...พอใครทำนิยายแฟนตาซีขายดีก็แห่แหนแต๋นแต้ตามเขาไป...ผมเห็นมาเยอะแล้ว...พอใครทำหนังสือธรรมะขายดีก็แห่แหนแต๋นแต๊ตามเขาไป..
 

สุดท้ายก็บัวแล้งน้ำฮะ...เพราะหาเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เจอ---และแล้วก็ต้องเรียก “อีช้อย!!-เก็บฉาก” อีกรอบ!!
 

เราต้องสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้คนยอมรับให้ได้ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการ “สร้างมูลค่าเพิ่มแบบจริงใจไม่หลอกลวงให้กับแบรนด์ของเรา” นั่นแหละครับ...ดีที่สุด!!

 

 

โดย: Mr.QC akeakkee@gmail.com

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ   15 กันยายน 2553

 

Views: 49

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service