วันหนึ่ง ผมนังดูการชักหุ่นในทีวี ของคณะจำไม่ได้แล้ว ผู้ที่นั่งดูอยู่ด้วยวิจารณ์ว่า หุ่นอะไรกัน เห็นแต่สายระโยงระยาง จากมือผู้ชักเต็มจออย่างนั้น

คำวิจารณ์ของเขา ทำให้ผมนึกถึงการชักหุ่น ในโลกตะวันออก รวมไปถึง หุ่นกระบอก, หนังตะลุง, หนังใหญ่ และหนังชวาด้วย หรือเอาเข้าจริง รวมไปถึง โขน และการแสดงทุกอย่างที่ "ผู้แสดง" ไม่ใช่คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ่น, เงา, หน้ากาก, หรือการแปลงโฉมคน ด้วยวิธีอื่นๆ

การแสดงเช่นนื้ ปรากฏมีในทุกวัฒนธรรม (ที่ผมรู้จัก) ทั้งในโลกตะวันตก และตะวันออก ในโลกตะวันตกนั้น เขาคิดอะไรอยู่เบื้องหลังการชักหุ่น ผมไม่ทราบ เท่าที่เคยเห็นอยู่บ้างในหนัง ก็คือมีความพยายาม ที่จะทำให้หุ่นมีชีวิตของตนเอง เช่นขยับส่วนต่างๆของร่างกายได้ แม้แต่ลูกนัยน์ตา แถมการชัก ก็ไม่มีแบบแผนตายตัว นอกจากพยายามให้มี อากัปกิริยาเหมือนคนจริงๆที่สุด และแน่นอนว่า พยายามปิดบัง ไม่ให้คนดู ได้เห็นสายเชือกที่ชักหุ่น

ขอยํ้าอีกครั้งนะครับว่า หุ่นฝรั่งจะเป็นอย่างนี้มาแต่โบราณ หรือ เพิ่งพัฒนาให้เป็นอย่างนี้ เมื่อความรู้ทางกลไกเริ่มจะดีขึ้น หลังจากทำนาฬิกา ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน

แต่ในโลกตะวันออกนั้น เป็นตรงกันข้ามเลย กล่าวคือ ความพยายามจะทำให้หุ่น เหมือนคนนั้นไม่มื ว่าที่จริงแล้ว กลับพยายามจะแสดงในทางตรงกันข้าม ว่า หุ่นไม่ใช่คนนะโว้ย อย่างชัดแจ้ง หน้ากากและเครื่องแต่งกายโขน ทุกตัวละคร ล้วนไม่ใช่คน แม้แต่พระลักษมณ์ พระรามและนางสีดา ผมเข้าใจว่า ก็ต้องสวมหน้ากาก เหมือนกับยักษ์และลิง เพราะมีหน้ากากของตัวละครเหล่านี้ เก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์

ยิ่งหนังตะลุง (ตัวละครบางตัว) และหนังชวา ด้วยแล้ว ตั้งใจทำให้ไม่เป็นคนเอาเลย บางคนอธิบายว่า เพราะชาวชวาเป็นมุสลิม ไม่สามารถทำรูปเหมือน ของสรรพสัตว์ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้นได้ จึงต้องเลี่ยงไปทำรูปให้ไม่เหมือนคน แต่เราพบภาพสลักหินตัวหนังชวา ในปราสาทหิน ตั้งแต่รุ่นมัชปาหิต เมื่อชวายังไม่ได้เป็นมุสลิม

แสดงว่า ที่ทำตัวหนังให้ไม่เป็นคนนั้น มาจากคติอีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่อิสลาม หุ่นพม่าเท่าที่ผมได้เคยดู แม้มีรูปร่างหน้าตาเป็นคนอย่างมาก แต่ในการแสดง คนชักออกมายืนคู่กับหุ่นกลางเวทีเลย ไม่ต้องปิดต้องบังอย่างหุ่นกระบอก

ทั้งนี้ เพราะในโลกตะวันออก หุ่น, หน้ากาก,คนที่ถูกสีทาหน้า, ตัวหนัง, ฯลฯ ล้วนมีชีวิตของตนเอง จะเป็นด้วยเหตุที่เขาเป็นผีบรรพบุรุษ,ผีเฮี้ยนๆ ในท้องถิ่น, หรือเป็นเทพอะไรก็ตามที แต่ล้วนสิงสถิตอยู่ในหุ่น, หน้ากาก, ตัวหนัง,ฯลฯ อย่างน้อยก็มีอานุภาพบางอย่างสิงอยู่ในนั้น

และด้วยเหตุดังนั้น หุ่น, ตัวหนัง, หน้ากากจึง "แรง" มากหรือน้อยก็แล้วแต่ตัว แม้กระนั้นก็ไม่พึงเหยียบย่ำหรือลบหลู่ เพราะมันไม่ใช่หนังสัตว์, กระดาษ หรือเศษผ้าวัสดุที่ถูกประกอบขึ้นอีกแล้ว แต่เป็นที่สิงสถิตของอำนาจลี้ลับบางอย่างในตัวของมันเอง

ตัวหนังตะลุงนั้น กว่าจะเอามาเชิดขึ้นจอได้ ก็ต้องผ่านพิธีกรรมบางอย่างเสียก่อน ในทำนองปลุกเสก (เรียกว่าทำอะไรในภาษาใต้ผมก็ลืมใปเสียแล้ว และขึ้เกียจค้นหาในตอนนี้)พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ทำให้หนังควาย (เสือ, หมี,ช้าง, ฯลฯ) หมดความเป็นหนังสัตว์เสียก่อน และกลายเป็นที่สิงสถิตของอำนาจลี้ลับ เช่นเดียวกับหัวโขน และผมเดาว่าคงเช่นเดียวกับหุ่นด้วย

หน้ากากของละครชวา (ซึ่งชอบเล่นเรื่องปันหยี) ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าเฮี้ยน ไม่ต่างจากหน้ากากที่ใช้ในการเล่นเกรอะจักของบาหลี

ในโลกตะวันออก การชักหุ่นจึงไม่ใช่การกำกับควบคุมสิ่งที่ไม่มีชีวิต ให้เคลื่อนไหวไปตามความต้องการของตน แต่หุ่นมีชีวิตของตัวเอง และอาจเคลื่อนไหวไปตามใจของหุ่นได้ด้วยตัวของมันเอง

การชักหุ่นที่มีศิลปะ ก็คือการประสานการเคลื่อนไหว ระหว่างหุ่นกับคน จนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะถ้าปล่อยให้หุ่นเคลื่อนไหวเอง ก็อาจไม่เป็นไปตามเรื่องราว ซึ่งนายโรงวางเอาไว้ เกิดความวุ่นวายสับสนจนโรงแตกได้ เพราะจะเกิดความ "ไร้ระเบียบ" และความโกลาหลวุ่นวายกันใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากบังคับหุ่น ให้ขยับไปตามใจผู้ชักเพียงอย่างเดียว หุ่นก็ตายด้านไร้ชีวิตชีวา จืดจนไม่มีใครอยากดู

ฝีมือและสติปัญญาของผู้ชักหุ่นนึ่แหละ ที่จะประสานพลังสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างสนิท กลมกลืน และเกิด "ระเบียบ" ขึ้น "ระเบียบ" คือ สิ่งที่ทุกคนคาดหวัง เพราะทำให้สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงให้ความรู้สึกปลอดภัย... ปลอดภัยแล้วก็สนุกกับการแสดงได้

พูดอย่างที่มักพูดกันในปัจจุบันก็คือ ผู้ชักหุ่นที่เก่งๆ ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในหุ่น จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างผู้ชักและหุ่นแบบ "กระบี่อยู่ที่ใจ" ในนิยายจีน

ฝีมือและสติปัญญาของผู้ชักหุ่น จีงมืความสำคัญมาก ทั้งสองอย่างนะครับ เพราะมีแต่ฝีมือ แต่ไม่มีสติและไม่มีปัญญา หุ่นก็อาจชักตัวเองจนเกิดความ "ไร้ระเบียบ" ขึ้นได้อีก เนื่องจากแยกไม่ออกว่า หุ่นเคลื่อนไหวเองหรือ เพราะฝีมือตนเองกันแน่

ฝีมือเป็นเรื่องที่เรียนและฝ็กกันได้ แต่สติและปัญญา เป็นเรื่องทีต้องปมเพาะ คนที่ชักหุ่นเป็น โดยขาดสติและปัญญา จึงมักทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายได้บ่อยๆ บางครั้ง ก็อาจวุ่นวายเสียจนหาทางออกไม่เจอ นอกจากใช้ความรุนแรง ซึ่งยิ่งทำให้โกลาหลวุ่นวาย หนักขึ้นไปอีกเท่านั้น

แต่ดังที่กล่าวแล้วว่า หุ่นไม่ใช่วัสดุเฉยๆ แต่มีอำนาจลี้ลับสถิตอยู่ด้วย ผู้ชักหุ่น, ผู้ เชิดหนัง, ผู้แสดงโขน ฯลฯ จึงต้อง "แรง" ไม่น้อยไปกว่า เครื่องมือการแสดงของเขา

เชื่อกันในภาคใต้ว่า นายหนังตะลุงต้องมี เวทมนตร์คาถาและคงกระพัน เพราะในการแสดง อาจถูกคู่แข่งกลั่นแกล้งให้พากย์ไม่ออก หรือให้ไฟดับบ่อยๆ จนคนดูเบื่อได้ แต่นอกจาก ต้องมีฤทธิ์เพื่อป้องกันตนแล้ว ยังต้อง "แรง"พอที่จะกำกับตัวหนัง ซึ่งก็"แรง" เหมือนกันไดัด้วย
และเชื่อกันด้วยว่า นายหนังตะลุงที่ดังๆ นั้น มีสติและปัญญาสูง
ประเพณีความเชื่อเช่นนื้ พบได้ในหนังวาหยังปุรวา หรือหนังชวาเช่นเดียวกัน

เชื่อกันว่า ผู้แสดงโขน มักจะหัวเถิกหรือผมน้อย เพราะถูกหัวโขน "กิน" หัวโขนจีงไม่ใช่แค่ กระดาษปะทองคำเปลว เพราะหัวโขน ที่อยู่บนหัวของนักแสดงเก่งๆ นั้น ยิ้มได้ หัวเราะได้ โกรธได้ และร้องไห้ได้จริงๆ

เสียดายที่ผมไม่มีความรู้ เกี่ยวกับประเพณี ความเชื่อของงิ้ว หลังจากที่ผู้แสดงแต่งหน้าแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แสดง ถูกกำหนดด้วย ความสัมพันธ์เดิมแค่ไหน และความสัมพันธ์ ใหม่ บนเวทีแค่ไหน ผมอยากจะเดาว่า ความสัมพันธ์ใหม่บนเวที มีส่วนกระทบพฤติกรรม อยู่ด้วย
เพราะการทาหน้าในงิ้วนั้น ไม่ได้เน้นความ เป็น "คน" ของผู้แสดง หากเป็นบุคลิกใหม่ ที่ไม่เกี่ยวกับผู้แสดงเลย เปรียบเทียบกับลิเก จะเห็นว่าต่างกันไกล เพราะลิเก แต่งหน้าเพื่อให้ผู้แสดงสวย หรือหล่อ หรือเหี้ยม กลางแสงไฟบน เวทีเท่านั้น

อันที่จริง การชมการแสดงของไทย (หรือชวา, บาหลี, มลายู, เขมร, มอญ, ลาว, พม่า) นั้น ไม่ใช่การไปชมสิ่งที่แสดงบนเวที แต่เป็นเหมือนพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่จำลองความสัมพันธ์ ระหว่างจักรวาลและมนษย์

ผมใช้คำว่าจักรวาล ในที่นี้เพื่อให้หมายถึงทั้ง เทพ, ผี, มุนษย์และสิงสาราสัตว์ ตลอดไปจนถึงสัตว์นรกต่างๆ ด้วย การแสดงเป็น "พิธีกรรม" เพราะมีการใช้สัญลักษณ์อยู่มากมาย คือทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้หมายถึง อะไรอีกบางอย่าง โดยตกลงนัดหมายกันไว้แล้ว ในวัฒนธรรม

พระพทธศาสนา ให้หลักการของความสัมพันธ์นี้ ให้กว้างขึ้นกว่าความปลอดภัย ที่ย่อมเกิดจากความสอดคล้องประสานกัน ระหว่างจักรวาลและมนุษย์ แต่ต้องเป็นไปตามหลัก "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" ตลอดไป
นี่คือเหตุผล ที่หนังใหญ่ (ซึ่งเล่นเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก) ต้องเริ่มด้วย "จับลิงหัวคํ่า" เพราะ "จับลิงหัวคํ่า" คือการประกาศหลักการ ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม เช่นเดียวกับรามเกียรติ์ ซึ่งอาจแสดงเพียงตอนเดียว แต่ก็เป็นตอนเดียว ภายใต้หลักการอันเดียวกันนี้

เพราะการแสดง ไม่ได้อยู่บนเวที หรือบนจอเพียงอย่างเดียว ประเพณีหนังไทย หรือละครทีวีทุกวันนี้ จึงเรื่มเปิดกล้อง ด้วยพิธีบวงสรวงเสมอ

แต่ก่อนนี้ หนังไทยจะทำพิธีบวงสรวงก่อนเปิดกล้อง เฉพาะเรื่องที่นำเอาบุคคล (ที่เชื่อว่า) จริงในประวัติศาสตร์ มาแสดงเท่านั้น อาจเพราะกลัวว่าจะเกิดพิบัติในการถ่ายทำ จึงต้องขอษมาลาโทษกันไว้ก่อน แต่ประเพณีบวงสรวง ขยายไปใช้กับหนัง หรือละครทีวี ทุกประเภทในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็หวังผล ทางการตลาดแน่ แต่ดาราที่ไปร่วมงานก็เชื่อจริงๆ ว่า สำคัญอย่างขาดไม่ได้

ดังนั้น เราจึงได้เห็นพิธีบวงสรวงพจมาน, ภัคคืนี, หรือนางเอกพระเอก และเหล่าร้ายของนิยาย ซึ่งผู้แต่งก็ยังหายใจดีอยู่ เป็นประจำ

ถามว่าบวงสรวงใคร? คงตอบได้ยาก แต่ถามว่าบวงสรวงทำไม? อาจตอบง่ายกว่า คือตอบอย่างที่ผม ได้อธิบายมาแต่ต้นแล้วว่า การแสดงไทย เป็นพิธิกรรม เพื่อจำลองความส้มพันธ์ ระหว่างจักรวาลและมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น การชักหุ่น, โขน, หนังตะลุง หรือ ละครทีวี ก็ไม่ต่างจากกัน •

 


โดย: นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
ที่มา: นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์  16 กรกฎาคม 2553

Views: 307

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service