ค้นหาแรงบันดาลใจในงานดีไซน์เครื่องเรือน “อิตาลี” กว่า 200 ชิ้น


 

อิตาลี เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการออกแบบสินค้ากลุ่มเครื่องเรือน หรือ ของตกแต่งบ้าน ที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลกมานานกว่า 150 ปี ทั้งที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าชาติมหาอำนาจ แต่แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านอิตาลีกลับได้รับความนิยมสูงสุดจนยอดขายทุละเป้าติดอันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
       
       ล่าสุด กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด ผู้บริหาร ซีดีซี - คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ นักธุรกิจผู้หลงใหล งานดีไซน์อิตาลี ได้นำนิทรรศการของนักสะสมเครื่องเรือนอิตาลีชื่อดัง มร.จิออร์จิโอ ฟอร์นี่ (Giorgio Forni) ประธานมูลนิธิซาทิราทา ( Sartirana Foundation) รวบรวมของตกแต่งบ้านอิตาลี ที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการงานออกแบบเครื่องเรือนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จวบจนมาถึงปัจจุบันกว่า 200 ชิ้น มาจัดแสดงในงาน อิตาเลียน สไตล์ เดรสซิ่ง โฮม” ( Italian Style Dressing Home) อย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือของ ซีดีซี - คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ และ สถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ให้ ประชาชนทั่วไปและนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจ ได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในชีวิต
       
       ผู้บริหาร ซีดีซี กล่าวว่า ของแต่งบ้านและงานดีไซน์ที่ ประธานมูลนิธิชื่อดังจากอิตาลี มร.จิออร์จิโอ ฟอร์นี่ (Giorgio Forni) เลือกมาจัดแสดงในครั้งนี้ ล้วนเป็นชิ้นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์การออกแบบของอิตาลี ที่มีวิวัฒนาการมายาวนานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยที่ยังค้นหาความเป็นตัวตน จนกระทั่งตกผลึกเป็นชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก
       
       คุณสมบัติสำคัญของนักออกแบบชาวอิตาลี คือ กล้าคิด กล้าทำ กล้าสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง มีพลังในการสร้างกระแสใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา ไม่ตามกระแสสังคม และพยายามหาจุดยืนที่เป็นตัวเองให้มากที่สุด แต่ไม่ลืมใส่เอกลักษณ์ความเป็นอิตาลีลงไปในงานทุกชิ้น
       
       ซึ่งวิวัฒนาการของงานออกแบบอิตาลีกว่าจะก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในโลก ได้มีการขับเคลื่อนในยุคต่างๆ ที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ยุคสมัยใหญ่ๆ

 

 

 

เริ่มจากยุคที่ 1 ในช่วงปี ค.ศ. 1851 - 1930 ยุคแห่งการออกแบบสมัยใหม่
       
       ในช่วงเริ่มแรกของยุคนี้ งานออกแบบของแต่งบ้านอิตาลี ยังเป็นแบบดั่งเดิม คือ ผลิตโดยช่างฝีมือหัตถศิลป์พื้นบ้าน ที่ใช้ความปราณีตสร้างสรรค์งานออกมาทีละชิ้น แต่ในช่วงกลางของยุคที่ ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นชาติมีความเจริญมั่งคั่งจากการล่าอาณานิคมในขณะนั้น เริ่มนำอุตสาหกรรมเครื่องจักรเข้ามาช่วยใช้ในผลิตสินค้าตกแต่งบ้าน ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก เพราะผลิตได้เยอะจึงทำให้มีราคาถูก แต่อย่างไรก็ตามการผลิตด้วยเครื่องจักรยังมีจุดอ่อนคืองานที่ได้ไม่มีความงดงามอ่อนช้อย แถมสินค้ายังมีรูปทรงเหมือนกันหมด ทำให้ผู้ใช้เริ่มเบื่อหน่าย นักออกแบบชาวอิตาลีจึงนำจุดอ่อนนี้ ผลิตสินค้าในแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่เน้นการผลิตสินค้าเพื่อการใช้อย่างเดียว แต่เพิ่มดีไซน์แปลกใหม่เข้าไปเพื่อให้สินค้ามีชีวิตด้วย เรียกว่าเป็นการผสานลมหายใจความเป็นมนุษย์ เข้าสู่เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ดังเช่น ตู้หัวเตียงโบราณคอมโมดินี่” (Comodini) อายุกว่า 90 ปี ผลงานของศิลปินชื่อก้องจากอิตาลีจิเอียนคาลโร่ ซอมปิ” (Giancarlo zompi) ที่ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1920
       
       อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักออกแบบชาวอิตาลี พยายามคิดค้นวิธีการออกแบบงานใหม่ขึ้นมา แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลฟาสซิสม์ในสมัยนั้น ที่มุ่งแต่จะให้การสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดการรวมตัวของบรรดาช่างหัตถศิลป์ ในรูปแบบต่างๆ ทั้ง บริษัท, สมาคม, มูลนิธิ, หอศิลป์ อาทิ มูลนิธิเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านมัณฑนศิลป์ซึ่งก่อตั้งโดยชนชั้นสูงของเมืองมอนซา (Monza) หอศิลป์ ลา ตริเอนนาเล (La Triennale) หอศิลป์แห่งการออกแบบแห่งแรกในกรุงมิลาน บริษัท คัสซินา (Cassina) ที่ก่อตั้งโดยการรวมตัวของบรรดาช่างหัตถศิลป์ เพื่อปกปักษ์รักษาเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างเหนียวแน่น

 

 

ในยุคที่ 2 ช่วงปี ค.ศ.1930 - 1945 ซึ่งถือเป็นยุคของการเตรียมพื้นฐานแห่งการพัฒนาการออกแบบเครื่องเรือนของอิตาลี
       
       งานออกแบบในยุคนี้จึงเป็นการออกแบบท่ามกลางความกดดันจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว งานที่ออกมาจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ชัดเจน เห็นได้ชัดจากผลงานการออกแบบเก้าอี้เจนนี่’ (Genny) ที่ออกแบบโดย กาบริเอเล มุคกิ (Gabriele Mucchi ) ในปี 1935

 

 

 

 

ก่อนจะเข้าสู่ ช่วงยุคที่ 3 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของงานออกแบบอิตาลี ในปี ค.ศ. 1945 - 1964
       
       โดยอุตสาหกรรมการออกแบบและการผลิตเครื่องเรือนของอิตาลี เริ่มพัฒนาอย่างมากในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังจะเห็นได้ชัดจากบริษัทที่ผลิตของแต่งบ้านที่ก่อตั้งในช่วงนั้น จะต้องติดคำว่าผลิตในอิตาลี” (Made in Italy) ไว้ที่สินค้าทุกชิ้น เพื่อเป็นการแรงจูงใจในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคทั่วโลก ที่หลงใหลงานดีไซน์ของอิตาลี ซึ่งส่วนใหญ่ให้เหตุผลที่ตรงกันว่า ติดใจในงานออกแบบ ที่มีดีไซน์อิสระ สื่อถึงอารมณ์ของนักออกแบบที่น่าประทับใจ รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่น
       
       ขณะที่คุณภาพก็ไม่เป็นรองใคร เพราะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดั่งเช่นตัวอย่างงานดีไซน์ในช่วงยุคนี้อย่าง โต๊ะกาแฟ อาราเบสโค (Arabesco) ฝีมือดีไซน์เนอร์ คาร์โล มอลลิโน (Carlo Mollino) ที่เริ่มนำวัสดุอื่นๆ นอกจากไม้ อย่าง กระจก เข้ามามีส่วนร่วมในงาน

 

 

 

 

 

มาถึงในยุคที่ 4 ในปี ค.ศ. 1965 - 1985
       
       งานออกแบบในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดขึ้นหลังจากยุคเฟื่องฟู ที่การออกแบบและการผลิตเริ่มอยู่ตัว นักออกแบบจึงไม่ต้องพะวงเรื่องการผลิตมากนัก จึงมีเวลาหันมาสร้างสรรค์ผลงานที่มีความลึกซึ้งและหลากหลายมากขึ้น โดยเทรนด์การออกแบบในช่วงนี้ จะให้ความสำคัญกับการนำเอาเรื่องราวสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เน้นความเป็นธรรมชาติ ที่สามารถสื่อถึงผู้ใช้ให้เข้าใจถึงแนวความคิดของนักออกแบบได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการค้นหาหาวัสดุใหม่ๆ มาใช้ในการผลิต ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ใช้ไปทั่วโลก อย่างเช่นงานออกแบบเก้าอี้ เรจิน่า (Regina) และเก้าอี้ เร (Re) ผลงานของ มาร์แชลโล ปีร์โร (Marcello Pirro) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเก้าอี้สำหรับพระราชินี และ พระราชา เป็นงานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้น

 

 

 

 

ปิดท้ายกับยุคที่ 5 อยู่ในช่วง ปี ค.ศ. 1985 ถึงปัจจุบัน
       
       ยุคนี้ชาวอิตาเลียนเรียกว่าเป็นยุคแห่งลัทธิพหุนิยม ความงามอันปราณีต และ โลกาภิวัตน์
       ในช่วงนี้แม้ว่าผลงานออกแบบของอิตาลีจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่การแข่งขันอย่างรุนแรงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของราคา ที่เริ่มมีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก และมีการตัดราคาเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เริ่มมีการลอกเลียนแบบงานดีไซน์มากมาย แต่นักออกแบบอิตาเลียนก็ไม่ได้หวั่นใจ กลับกล้าที่จะคิดและผลิตผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่าง โต๊ะกาแฟที่มีชื่อเก๋ว่า ท็อด (Tod) ผลงานการออกแบบของ ท็อด บราเชอร์ (Todd Bracher)
       
       ซึ่งสะท้อนความพยายามหาความแตกต่างในเรื่องการดีไซน์ เทคนิคการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แปลกแตกต่างจากเดิม ไม่ยึดติดอยู่กับแบบแผนในอดีต แต่ยังคงนำเอาเอกลักษณ์และศิลปะของความเป็นอิตาลีแทรกซึมอยู่ในสินค้าทุกชิ้น เพื่อรักษาความดั้งเดิมที่ไม่ล้าสมัย
       
       อย่างไรก็ตามภายในงานนิทรรศการผลงานการออกแบบของตกแตกบ้านจากอิตาลี จะมีการนำสินค้าเครื่องเรือนมาโชว์มากมายแล้ว ยังมีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจของชาวอิตาลี ทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม แหล่งท่องเที่ยว และสถาปัตยกรรม พร้อมเนรมิตบรรยากาศเมืองสำคัญสัญลักษณ์ของอิตาลี มาไว้ให้คนรักอิตาลีได้สัมผัสอย่างไกล้ชิดในระหว่างที่ 12 - 29 สิงหาคม ณ ซีดีซี - คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เลียบทางด่วนเอกมัย - รามอินทรา หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2101- 5900 หรือ เว็ปไซต์ www.crystaldesigncenter.com

 

 

โดย: ASTVผู้จัดการออนไลน์

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 17 สิงหาคม 2553

Views: 494

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service