“บ้าน” ครั้งทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สถาปัตย์อุทยานเฉลิมพระเกียรติ

 

ณ วันนี้ นับล่วงเป็นเวลา 15 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่ปวงชนชาวไทยเรียกพระนามท่านสั้นๆ “สมเด็จย่า” เสด็จสวรรคต เมื่อวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 แต่พระเกียรติคุณและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปรารถนาให้ชาวไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ยังคงสถิตถาวรอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรอยู่มิคลาย 

พระเกียรติคุณของสมเด็จย่า ทางองค์การวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้เฉลิมพระเกียรติยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ100 ปี วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2543 เมื่อนับล่วงเวลามา ณ ถึงวันนี้อีก 3 เดือนจะเข้า 10 ปีของการประกาศเฉลิมพระเกียรติยกย่องสมเด็จย่า 

ในหลายๆ มุมเรื่องราวของสมเด็จย่า เชื่อว่าปวงชนชาวไทยต่างเป็นที่รับทราบกันดีอยู่ และในมุมเล็กๆ ที่แม้ว่าหลายท่านต่างทราบดีเช่นกัน คืออุทยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งอยู่ที่ย่านชุมชนหลังวัดอนงคารามวรวิหาร ซอยวัดอนงคาราม ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหา นคร ณ อุทยานฯ แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งในมุมเล็กๆ นี้ยังมีเกร็ดที่น่ารู้อยู่เช่นกัน 

ดังในหนังสือ “สถาปัตยกรรมและงานออกแบบ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ในโครงการหนังสือที่ระลึก 75 ปี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (23 พ.ค.2551) เขียนความเป็นมาอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งในที่นี้นำเสนอเพียงสังเขป 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตรัสเล่าถึงพระประวัติของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้กับสมาชิกวงดนตรี “อ.ส. วันศุกร์” หลายครั้ง อีกทั้งยังมีรับสั่งถึง “บ้าน” ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งอยู่ในละแวกชุมชนหลังวัดอนงคารามวรวิหาร โดยละเอียด” 

ในเนื้อหาหนังสือเล่มนี้ ได้เขียนตามหนังสือ “แม่เล่าให้ฟัง” พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กล่าวถึงลักษณะของบ้านว่า 

“เหมือนห้องแถวชั้นเดียว แต่มีหลายห้อง แทนที่จะเป็นห้องเดียว “บ้าน” จะเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ซึ่งก่อด้วยอิฐ หลังคาเป็นกระเบื้อง และประกอบด้วยหลายชุด (Unit) ด้านหนึ่งของ “บ้าน” มี 4-5 ชุด ซึ่งมีคนอยู่ อีกด้านหนึ่งพังไปแล้วและร้าง “บ้าน” ที่อยู่นั้นเก่าพอใช้ และอยู่ในสภาพไม่ดี เพราะไม่มีการซ่อมแซมเลย บ้านนั้นเป็นบ้านเช่า แต่เช่าเพียงกำแพง ผนังและหลังคาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไม้ เช่นพื้นนั้น ผู้เช่านำมาเอง ข้างหน้าบ้านมีระเบียง พื้นเป็นไม้ปิดข้างๆ และมีหลังคามุงจาก ส่วนนอกก่อนถึงถนนเป็นอิฐ แล้วจึงเป็นถนน 

เมื่อเข้าไปในบ้านจะมีห้องโล่งๆ ด้านขวามียกพื้น ซึ่งเป็นทั้งห้องพระและห้องประกอบอาชีพของพ่อแม่ ถัดไปเป็นห้องซึ่งเป็นห้องนอน และข้างหลังจะมีห้องครัวยาวตลอด ซึ่งกั้นด้วยกำแพง หลังกำแพงนี้มีที่โล่ง...ทางครัวไม่มีประตูออก ในบ้านไม่มีห้องน้ำ การอาบน้ำนั้นอาบกันที่หน้าบ้าน ตุ่มน้ำตั้งอยู่ที่ระเบียง หรือไปอาบที่คลองสมเด็จเจ้าพระยา” 

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในหนังสือ “แม่เล่าให้ฟัง” มีการบรรยายสภาพบ้านที่ประทับโดยละเอียดว่า “...ส้วมนั้นก็ไม่มีในบ้าน ต้องไปที่ตึกร้าง ซึ่งอยู่ถัด “บ้าน” ไป หรือที่ห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นกระต๊อบไม้บนคลองและนับว่าเป็นห้องน้ำที่สะอาดและไม่มีกลิ่น” 

วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมอบหมายให้ กวี อังศวานนท์ ซึ่งทำงานประจำอยู่สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ และเป็นนักดนตรีวง อ.ส. วันศุกร์ ให้ไปสำรวจบริเวณที่ตั้ง “บ้าน” ที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ชุมชนหลังวัดอนงคารามวรวิหาร 

คุณกวีได้ชวน คุณนนท์ บูรณสมภพ สถาปนิกซึ่งเป็นนักดนตรีวง อ.ส. วันศุกร์ เช่นกัน ให้ไปร่วมสำรวจพื้นที่ด้วย พร้อมกับชวนให้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ ไปร่วมสำรวจด้วย ในการสำรวจครั้งนั้นจึงมีคณะผู้สำรวจทั้งหมด 3 คน ดังที่เอ่ยข้างต้น 

คณะผู้สำรวจได้ออกปฏิบัติตามที่มีพระราชกระแสรับสั่ง โดยการเดินสำรวจเริ่มจากบริเวณซอยช่างนาค จนในที่สุดพบว่า ตรงที่ทรงทำเครื่องหมายไว้ในผังนั้น “บ้าน” ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับได้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว และกลายเป็นห้องแถวสร้างใหม่ 2 ชั้นขึ้นมาแทนที่ คณะผู้สำรวจจึงถ่ายภาพบริเวณนั้นไว้ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร ทรงทราบแล้วจึงมีรับสั่งให้คณะผู้สำรวจทำการสำรวจบริเวณรอบๆ จุดศูนย์กลาง (บริเวณห้องแถว 2 ชั้น) ต่อไปอีก 

“เมื่อสำรวจครั้งแรกพบว่า บ้านของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถูกรื้อไปแล้ว ปัจจุบันเป็นตึกแถวสองชั้น มีคนจีนอาศัยอยู่ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็รับสั่งว่า อย่าไปรบกวนเขาเลย เขาอยู่สบายแล้ว ให้ลองสำรวจบริเวณใกล้เคียง 

คณะผู้สำรวจจึงไปสำรวจอีกรอบ ในครั้งนี้ได้พบบ้านของ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) ซึ่งตัวบ้านทรุดโทรมมาก ทราบว่าเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ฯ ท่านขายต่อให้กับคุณแดงและคุณเล็ก นานา ซึ่งคุณแดงและคุณเล็กก็ให้คนเฝ้าอยู่ หรืออาจจะให้เช่าอยู่กันหลายๆ คน บ้านไม้นี้ทรุดโทรมมาก” (ศ.เกียรติคุณ ดร.ตรึงใจ บูรณสมภพ – 18 ก.พ. 2551) 

ในบริเวณที่ดินบ้านของเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ฯ มีลักษณะของอาคารแถวใกล้เคียงกับอาคารที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงถ่ายรูปเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์อาคารแถวที่เหมือนบ้านสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 

อาคารหลังดังกล่าว ด้านหลังเป็นกำแพงยาวไม่มีประตูเข้า-ออก เป็นโครงสร้างผสมระหว่างไม้กับการก่ออิฐ หลังคาทรงจีน ซึ่งได้รับการก่อสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ช่วงที่มีการติดต่อการค้ากับประเทศจีน ทางเดินหน้าเป็นหินแกรนิตสีเทาขนาดใหญ่ คาดว่าเป็นหินอับเฉาของสำเภาเรือสินค้า 

หลังจากที่ คุณแดงและคุณเล็ก นานา ทราบเรื่อง และเห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการปรับปรุงที่ดินแปลงนี้ จึงดำเนินการจัดที่ดินขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ในการแยกโฉนดที่ดินเสียใหม่ เพื่อให้คุณเล็ก นานา ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ เพื่อทำการอนุรักษ์และพัฒนาเป็น “อุทยานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” 

การออกแบบอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เสร็จ ผ่านพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว จึงดำเนินการจัดสร้างขึ้นบนพื้นที่ 4 ไร่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ใกล้ “บ้าน” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ในชุมชนหลังวัดอนงคารามวรวิหาร หรือ “วัดอนงค์” เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เดิมชื่อ “วัดน้อยขำแถม” ตามชื่อของท่านผู้หญิงน้อย 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำริให้อนุรักษ์บ้านที่มีลักษณะเหมือน “บ้าน” เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระประวัติของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และชุมชนในย่านนั้น มีทั้งไทย จีน อิสลาม และลาว ทั้งมีพระราชดำริให้พื้นที่ดินนี้ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั่วบริเวณตามที่ปรากฏในภาพถ่ายเป็นสวนชุมชนด้วย” (อ้างแล้ว-หนังสือเล่มเดียวกัน) 

“บ้าน” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ที่วันนี้มิใช่เป็นเพียงแค่จัดเรื่องราวเกี่ยวกับพระประวัติเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเป็นบ้าน “มีชีวิต” มีกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมในสวนทุกเสาร์-อาทิตย์ ที่สำคัญ “บ้าน” สมเด็จย่ายังแนบแน่นอยู่ในชุม ชนหลังวัดอนงคารามฯ มาแต่อดีตถึงปัจจุบัน



โดย: ชมวง พฤกษาถิ่น 
ที่มา: สยามรัฐ 29 กรกฏาคม 2553 

Views: 144

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service