ผลงานศิลปะของมนตรี เติมสมบัติ
-------------------------------
มนตรี เติมสมบัติ ศิลปินไทยที่ผ่านประสบการเดินทางตามเส้นทางศิลปะไปทั่วโลก
กลับมาถ่ายทอดเรื่องราวของโลกเสมือนการเดินทางแห่งชีวิต
ที่กำเนิดคู่ขนานกับวัฏจักรทางสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติ
ในนิทรรศการศิลปะชุดล่าสุด 'พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด : Breaking out of the
cocoon, Growing out of Rice' โดยการอุปมา 'รังไหม' และ 'เมล็ดข้าว'
เสมือนการห่อหุ้มและคุ้มครองชีวิตที่อยู่ภายในก่อนที่จะออกสู่โลกภายนอก
อย่างอิสระ
เปรียบดั่งการเชื่อมโยงสายใยที่พ่อแม่ได้เลี้ยงดูและให้โอกาสเหมือนพลิกฟ้า
และพลิกดินให้ได้เกิดและมอบสิทธิเสรีภาพที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็น
มนุษย์
มนตรี เติมสมบัติ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2518 ที่จังหวัดชัยภูมิ
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านทัศนศิลป์ สาขาอินเตอร์มีเดีย
จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปี 2541
มนตรีเริ่มเข้าวงการศิลปะและเป็นที่รู้จักจากผลงานศิลปะที่นำวัสดุธรรมชาติ
เช่น ข้าว และไหม เป็นสื่อสำคัญในการทำงาน
เขาเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานสื่อผสมในหลายรูปแบบ เช่น ประติมากรรม
ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย การแสดงสด และ วีดีโอ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
โดยได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการระดับประเทศ และ นานาชาติ
มนตรีได้แสดงนิทรรศการเดี่ยว คือ นิทรรศการ Cocoon; the Renaissance,
ห้องไอยรา บ้านไทย จิม ทอมป์สัน กรุงเทพ ปีพ.ศ. 2534, นิทรรศการ Fake Me,
หอศิลป์ มูลนิธิญี่ปุ่น กรุงเทพ ปีพ.ศ. 2545 นิทรรศการ New Fashion Order ;
Dissolution, Installation/ Performance, RMIT Project Space, RMIT
University เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ปีพ.ศ. 2548 นิทรรศการ Rice/Life,
ever-presence, RoomX พิพิธภัณฑ์เคียสมา เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ในปีพ.ศ.2549
เป็นต้น
เขายังได้รับเชิญให้ร่วมแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติ
รวมถึงทุนศิลปินในที่พำนัก ทุนวิจัย และ รางวัลระดับนานาชาติมากมาย
ปัจจุบัน มนตรี ทำงาน และ อาศัยอยู่ที่กรุงเทพ และ กาญจนบุรี
ก่อนหน้านี้มนตรีเคยร่วมงานกับหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน เมื่อปีพ.ศ.2542
ในผลงานชุด 'Cocoon the Renaissance' ซึ่งเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก
จัดแสดง ณ ห้องไอยรา บ้านจิม ทอมป์สัน นอกจากนี้
มนตรียังได้รับทุนวิจัยจากมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน
สำหรับเดินทางวิจัยเกี่ยวกับ 'เส้นทางสายไหม' ในปีพ.ศ.2551-2552
สำหรับนิทรรศการล่าสุด 'พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด' ครั้งนี้
ศิลปินได้รวบรวมผลงานในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ข้าว
ไหม มาเป็นสื่อสำคัญในการทำงาน รวมกับความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตส่วนตัว
ครอบครัว และการเดินทาง
ซึ่งเขาเปรียบเทียบวัฏจักรการเดินทางของชีวิตที่ต้องดำเนินไปอย่างคู่ขนาน
กับวัฏจักรทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ
สร้างความหมายต่อการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ถูกบันทึกลงสู่รูปแบบของการ
ดำเนินชีวิต ประกอบด้วยงานประติมากรรม ผลงานศิลปะจัดวาง วีดีโอ และภาพถ่าย
ซึ่งศิลปินได้ใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานจิม ทอมป์สัน ที่ อำเภอปักธงชัย
จังหวัดนครราชสีมา
ผีเสื้อที่โบยบินออกจากรังไหมที่ห่อหุ้ม
ตลอดจนข้าวที่แตกหน่อหยั่งรากออกจากเมล็ดพันธุ์บนผืนดินอย่างมีอิสรภาพ
เป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปินนำมาเชื่อมโยงกับ 'สายใย'
ที่แม่ได้เลี้ยงดูและให้โอกาสซึ่งเป็นเหมือนการ 'พลิกฟ้า' และพ่อที่
'พลิกดิน'
ให้ได้เกิดและมอบสิทธิเสรีภาพที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์
นิทรรศการนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนสำคัญ คือ 'Breaking Out of the Cocoon'
อันเป็นชิ้นงานหลักของนิทรรศการ
ประกอบไปด้วยพื้นที่ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเขาวงกตที่กั้นขึ้นด้วย
'ตะแกรงเลี้ยงไหม' ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ภายในเขาวงกตจัดวางผลงานประติมากรรมลวดหนาม
ที่มนตรีเคยใช้แสดงสดเมื่อปีพ.ศ.2545
วัสดุลวดหนามที่มนตรีเคยใช้ทำงานในอดีตได้ถูกอ้างถึงและปรากฏขึ้นอีกครั้งใน
ผลงานประติมากรรมลวดหนามรูปรังไหม (ผลงานสื่อผสมและไฟเบอร์)
พร้อมด้วยผลงานประติมากรรมที่ขึ้นรูปเป็นหนังสือและปลูกข้าวลงบนใยไหมสี
ต่างๆ
ที่อ้างอิงตามขนาดของหนังสือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและ
เศรษฐกิจของไทย
ซึ่งถูกหยิบยกเป็นเพียงประเด็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับสีของใยไหมที่เป็นส่วน
ประกอบของผลงานมากกว่าการนำเสนอถึงประเด็นเนื้อหาของหนังสือนั้นๆ
หากแต่ว่าการตีความถึงความหมายแห่งสีในบริบทที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ดูจะเป็นอิทธิพลชี้วัดเนื้อหาและแนวทางของหนังสือมากกว่าการเปิดสิทธิ
เสรีภาพในการเรียนรู้ความจริง
ในส่วนนี้เองที่มนตรีเลือกที่จะนำเสนอในประเด็นที่ตรงกันข้ามกับผลงาน
ประติมากรรมลวดหนามรูปรังไหมที่ได้อ้างถึงไปแล้ว
เกี่ยวกับสัญลักษณ์ขอบเขตที่มีอยู่อย่างจำกัด การปกป้องและปิดกั้น
กับสิทธิในการเรียนรู้และอิสรภาพ
นอกจากนี้ยังมีผลงานวิดีโอเพอร์ฟอร์แมนซ์ความยาว 5 นาที
'เจ้าเฮ็ดให่สันคึดฮ้อด'แสดงภาพเคลื่อนไหวของคู่รักคู่หนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะ
ไม่ต่างเพศแต่ก็มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติและอาจหมายรวมไปถึงความต่างทาง
วัฒนธรรมและความเชื่อ
ผลงานจึงอุปมาไปถึงความรักท่ามกลางความแตกต่างกับประเด็นทางสังคมการเมือง
ที่ผู้คนต่างกำลังเผชิญหน้า
ภาพตัดสลับกับภาพนิ่งที่บันทึกการเดินทางของมนตรีเองที่ค่อยๆถูกไฟมอดไหม้
ราวกับการถวิลหาความสงบสุขที่เคยมีในอดีตและกำลังเลือนหายไปในเปลวไฟ
ผลงานชิ้นถัดมา 'Growing from Rice'
เป็นผลงานศิลปะจัดวางชุดหนังสือปลูกข้าวที่ทำจากกระดาษโค้ด
(กระดาษที่บอกรหัสควบคุมลายทอผ้าจากโรงงาน)
จำนวนกว่าร้อยเล่มซึ่งมีขนาดแตกต่างกันถูกนำมาแขวนลอยอย่างโดดเด่นอยู่กลาง
ห้อง
ในขณะที่นัยยะของประติมากรรมลวดหนามรูปรังไหมได้สื่อความหมายถึงการให้
กำเนิด การปกป้อง โอบอุ้มชีวิตและอิสรภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด
การปลูกข้าวบนหนังสือกลับแสดงสัญลักษณ์แทนอิสรภาพในการเรียนรู้ที่ไม่จำกัด
เพียงแค่ตัวอักษรในห้องเรียน
หากแต่ความหมายของธรรมชาติยังมีรหัสอีกมากมายที่เราควรจะต้องเรียนรู้ไป
อย่างพร้อมๆ กัน
การเกิดขึ้นของเมล็ดข้าวบนหนังสือจึงเป็นสื่อแทนการเรียนรู้และการอ่านจาก
ธรรมชาติที่นำพาความเติบโตให้เกิดขึ้นได้โดยตัวของมันเอง
การตั้งคำถามจากความจริงตามธรรมชาติทำให้เราได้คิดและหาทางทำความเข้าใจ
เพื่อหาทางเลือกและมองเห็นทางออกให้กับชีวิตอย่างเป็นอิสระ
และส่วนสุดท้ายของนิทรรศการ 'Art Journey Link' มนตรีได้เชื้อเชิญ 3
เพื่อนศิลปินรุ่นราวคราวเดียวกันที่เคยแลกปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านศิลปะร่วม
กัน มานำเสนอผลงานที่แฝงไว้ด้วยวาระของการเดินทาง
และเมื่อชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางที่แต่ละคนเดินตามความฝัน
ประสบการณ์ของพวกเขาจึงเป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่นำมาแบ่งปันกันในช่วงเวลา
หนึ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง
สันติภาพ อินกองงาม กับผลงานภาพยนตร์ขนาดสั้น 'จาก...สันติภาพ
ถึง...สันติภาพ' ที่บทภาพยนตร์ถูกประมวลขึ้นจากคำอธิษฐานถึงสันติภาพ
จากบุคคลที่ชื่อสันติภาพทั้งประเทศไทย และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์
แสดงภาพถ่ายสีและขาวดำบนกระดาษ 'As Tear Go By'
ผลงานถูกสร้างขึ้นในลักษณะภาพลวงตาที่ดูเหมือนจริงจากสถานการณ์ที่เป็นจริง
และเสนอมันออกมาในบริบทของพื้นที่และเวลา
เพื่อตั้งคำถามจากจุดศูนย์กลางถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งต่างๆ
ที่อยู่ภายนอกและภายใน
ส่วน จารุนันท์ พันธชาติ ศิลปินสาขาการแสดงและผู้ก่อตั้งกลุ่มบีฟลอร์
รวบรวมผลงานการแสดงจากการที่เธอคร่ำหวอดและเดินทางอยู่บนเส้นทางสายนี้มานาน
นับสิบปี โดยมาตัดต่อและถ่ายทอดลงในรูปแบบผลงานวิดีโอ
“การกลับสู่ห้องนิทรรศการครั้งแรกที่หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน
ที่ซึ่งมีความหมายต่อการออกเดินทางทางศิลปะของผม
การก้าวเข้าไปในห้องต่างๆทำให้ได้ผมหยุดนิ่งอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของการเดิน
ทางที่ดำเนินมากว่าสิบปี
ผมรู้สึกเหมือนไม่เคยได้ไปไหนหากแต่อยู่ตรงข้างในนี้เอง
ข้างในที่มีเรื่องราวการเดินทางและทำให้ห้วงของความคิดถึงผู้คนที่เคยเริ่ม
ร่วมการเดินทางให้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ณ
จุดนี้เองในห้องแรกนี้ผมจึงได้เชิญเพื่อนศิลปินหลายคนโดยเฉพาะเพื่อนที่เคย
ใช้ชีวิต และคลุกคลีทำงานในช่วงเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่โลกศิลปะ
ไม่ว่าใครได้ออกเดินทางไปแล้วใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน
เพื่อนทุกคนก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานกันอยู่ต่อเนื่อง
และนี่คือโอกาสที่ได้แวะเวียนกลับมายังจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อบอก
เล่าถึงช่วงเวลาจากประสบการณ์ของแต่ละคน” มนตรี กล่าว
'พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด'
นิทรรศการศิลปะที่นำเสนอโลกเสมือนของการเดินทางที่ผ่านมา
ทั้งการเดินทางจากภายนอกและการเดินทางของภายใน
รังไหมและเมล็ดข้าวเปรียบเสมือนการห่อหุ้มและคุ้มครองชีวิตที่อยู่ภายใน
จนกว่าชีวิตนั้นพร้อมที่จะออกสู่โลกภายนอกอย่างเป็นอิสระ
การปลูกข้าวและถักทอไยไหมจึงเป็นวาระต่อมาที่แสดงถึงความผูกพันของชีวิตกับ
โลก จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม - 19 มิถุนายน 2553
เข้าชมฟรีได้ทุกวัน ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ซ.เกษมสันต์ 2 ตั้งแต่เวลา
9.00 - 17.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.0-2612-6741 หรือ
artcenter@jimthompsonhouse.com
................
กิจกรรมระหว่างนิทรรศการ 'พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด'
- วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 เวลา 16.00-17.00 กิจกรรม 'ศิลปินนำชมนิทรรศการ'
- วันที่ 10 สิงหาคม 2553 เวลา 16.00 - 17.00 การเสวนาในหัวข้อ
ศิลปะภายใต้พรก.ฉุกเฉิน ผู้เสวนา: ถนอม ชาภักดี, มนตรี เติมสมบัติ ร่วมด้วย
วรเทพ อรรคบุตร,ดิสรณ์ ดวงดาว และอภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา
ดำเนินรายการโดยกฤติยา กาวีวงศ์
ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับผลกระทบในแวดวงศิลปะหลังจากการประกาศพระราช
กำหนดฉุกเฉิน (พรก.) จากประสบการณ์และมุมมองของภัณฑารักษ์ นักวิจารณ์
ศิลปิน และนักเขียน
- วันที่ 28 สิงหาคม 2553 เวลา 13.00-17.00
การอบรมเชิงปฏิบัติการจากวัสดุเหลือใช้ (Reused Materials) ผู้นำกิจกรรม :
มนตรี เติมสมบัติ นำวัสดุเหลือใช้หลากหลายชนิดจากโรงงานจิม ทอมป์สัน
ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่มนตรีใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้
มาแนะนำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เกิดไอเดียสร้างสรรค์และมาผลิตเป็นผลงาน
ศิลปะ(ค่าร่วมกิจกรรม 500 บาท)
- วันที่ 11 กันยายน 2553 เวลา: 13.00-17.00 การอบรมเชิงปฏิบัติการทำหนังสือทำมือ (Book Binding) ผู้นำกิจกรรม : ไทปิดา มุทิตาภรณ์
- วันที่ 18 กันยายน 2553 เวลา: 14.00-16.00 การบรรยาย
'การเดินทางทางจิตวิญญาณเพื่อหาความหมายและปรัชญาแห่งชีวิต' โดย ประมวล
เพ็งจันทร์ และ สุดแดน วิสุทธิลักษณ์
สอบถามเพิ่มเติมที่หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน โทร.0-2612-6741, 0-2219-2911 อีเมล์:
somsuda@jimthompsonhouse.com
ที่มา:
กรุงเทพธุรกิจ 26 กรกฎาคม 2553