“เมื่อพูดถึงนอร์มังดี พวกคุณนึกถึงอะไร” คุณป้าบริทเจ็ตต์ ไกด์ทัวร์ของเราถามขึ้น ระหว่างที่เรากำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นนอร์มังดี
พอฉันตอบแกว่า วันดี-เดย์
หรือวันที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลมายึดหัวหาดนอร์มังดีที่ฝ่ายนาซีเยอรมัน
ยึดครองอยู่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ...คุณป้าทำท่าทางผิดหวัง
ความจริงฉันก็พอรู้คำตอบที่น่าจะทำให้แกพอใจอยู่บ้าง
เพราะการเหินฟ้ามาฝรั่งเศส
ดินแดนแห่งสุดยอดศิลปะครั้งนี้ก็เพื่อมาเยือนบ้านเกิดของศิลปะอิมเพรสชั่นนิ
สม์และร่วมฉลอง เทศกาล Normandy Impressionist Festival
ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ระหว่าง 2
ชั่วโมงบนรถโค้ชมุ่งหน้าสู่แคว้นทางชายฝั่งทะเลตอนเหนือของฝรั่งเศส
ฉันมีโอกาสได้ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและต้นไม้เขียว
ชอุ่ม เห็นบ้านเก่ายุคกลางหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา
ท้องฟ้าใสปลอดโปร่ง
จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดศิลปินแนวนี้ถึงได้มาตั้งรกรากหรือแวะเวียนมาอยู่แถวๆ
นี้
เพราะมันช่างเป็นภาพธรรมชาติที่สวยสดงดงามจนห้ามใจไม่ไหวต้องตวัดปลายพู่กัน
ลงบนผืนผ้าใบเพื่อถ่ายทอดภาพความประทับใจนั้นเก็บไว้
แคว้นนอร์มังดี เป็นที่ก่อกำเนิดศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ ความสัมพันธ์ของแคว้นนี้กับภาพเขียนเกิดขึ้นในสมัยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
ตอนนั้นคนอังกฤษนิยมมาพักผ่อนที่แคว้นนอร์มังดีซึ่งมีชายหาดที่สวยงามและ
อยู่ใกล้กับอังกฤษเพียงแค่ข้ามช่องแคบอังกฤษ
เศรษฐีอังกฤษจึงส่งคนมาวาดภาพหาดนอร์มังดีและทำเป็นคู่มือแนะนำการท่อง
เที่ยว ภาพเขียนในยุคแรกๆ
จึงเป็นภาพของนักท่องเที่ยวบนชายหาดเสียเป็นส่วนใหญ่
และมีภาพวาดผู้หญิงใส่ชุดว่ายน้ำสมัยนั้นด้วย
วันแรกที่เราไปถึงไม่น่าเชื่อว่าอากาศจะร้อนพอๆ กับกรุงเทพฯ
โชคดีที่วันต่อมาอากาศเริ่มเย็นลง คุณป้าบริทเจ็ตต์
ที่ทำหน้าที่ดูแลพวกเราตลอดทริปบอกว่า อากาศที่นอร์มังดีปรวนแปรมาก
วันหนึ่งมีหลายฤดู นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ศิลปินพากันมาวาดภาพที่นี่
เพราะพออากาศเปลี่ยนแปลง แสงก็เปลี่ยนตามไปด้วย
การวาดภาพแนวนี้มักออกมาวาดกลางแจ้งเพราะจิตรกรให้ความสำคัญกับแสงและสีมาก
ที่สุด ด้วยเชื่อว่าแสงและสีสามารถทำให้เกิดความแตกต่างของภาพได้
เราเริ่มต้นเดินตามรอยศิลปินด้วยการมุ่งหน้าสู่ เลอ อาฟ (Le Havre)
เมืองท่าเรือใหญ่ของแคว้นนอร์มังดีที่มีชายหาดยาวสวยงามจนได้รับฉายาว่า
“นีซแห่งนอร์มังดี”
เลอ อาฟเป็นเมืองที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก
และถือเป็นสถานที่ก่อกำเนิดของศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์อย่างแท้จริง
โมเนต์ย้ายจากปารีสมาอยู่ที่เลอ อาฟตั้งแต่เขาอายุ 5 ขวบ และในปีค.ศ. 1872
เขาถ่ายทอดความประทับใจที่เห็นพระอาทิตย์กำลังขึ้นออกมาในภาพที่มีชื่อว่า
“Impression, Sunrise” ซึ่งเป็นภาพที่โด่งดังมากที่สุดของโมเนต์
ปัจจุบันภาพนี้โชว์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Marmottan Monet ในปารีส
และชื่อของภาพนี้ก็กลายมาเป็นคำที่ใช้เรียกศิลปะของพวกจิตรกรหนุ่มรุ่นใหม่
พวกนี้ด้วย
เมืองนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Andre Malraux
ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงภาพเขียนของจิตรกรอิมเพรสชั่นนิสม์มากที่สุดเป็น
อันดับ 2 รองจากพิพิธภัณฑ์ Orsay ในปารีส
ถือเป็นสถานที่ไฮไลท์แห่งหนึ่งเพราะมีทั้งผลงานของโมเนต์, เรอนัวร์, บูดัง
และ ปิซาร์โร่
ภาพแต่ละภาพแสดงถึงการพัฒนาทางความคิดและเทคนิคการวาดของศิลปิน
โมเนต์เป็นศิลปินที่มีความซับซ้อนคนหนึ่ง
เขามักจะเปลี่ยนเทคนิคการวาดภาพอยู่บ่อย ๆ
บางครั้งก็ลองใช้เทคนิคแบบญี่ปุ่น บางภาพก็ลงสีหนา ๆ จนแทบมองไม่เห็นผ้าใบ
“พวกเขาต้องการสื่อให้เห็นสภาพที่เป็นจริงของภูมิทัศน์ที่ตัวเองวาดโดยไม่มี
การตีความ พวกเขาปฏิเสธที่จะใช้สีเทาหรือขาวดำในการวาดแสง
แต่เลือกที่จะใช้สีอื่นๆ แทน บางภาพใช้สีวาดถึง 20 กว่าสี
และจะไม่ผสมสีในจานสี เพราะเชื่อว่าดวงตาของคนสามารถผสมสีเองได้
จิตรกรแนวนี้ถึงใช้พู่กันตวัดสีเป็นเส้นสั้นๆ ลงบนผ้าใบ
โดยไม่เน้นการผสมผสานสีอย่างกลมกลืน
พื้นผิวของภาพวาดนั้นมักจะเกิดจากการระบายสีแบบหนาๆ” เอ็มมานูแอล รีออง
ไกด์ประจำพิพิธภัณฑ์
อธิบายถึงหลักพื้นฐานและเทคนิคการวาดภาพแบบอิมเพรสชั่นนิสม์
เช้าวันต่อมาเรามุ่งหน้าไปยังเมืองชายทะเลเอเทร็ทต้า (Etretat)
ที่คุณป้าบริทเจ็ตต์บอกว่าเป็นทะเลที่สวยที่สุดในโลก ทันทีที่เราเห็นทะเล
เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกันว่า “ว้าว ช่างงดงามอะไรเช่นนี้” ทะเลคลื่นลมสงบ
หน้าผาสูงชันสีชอล์คชื่อ อาวาล คลิฟ (Aval cliff)
ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางซ้ายมือ
และเมื่อเดินเลาะชายหาดไปเรื่อยๆ
จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติปรากฎอยู่ตรงหน้า
ตรงปลายสุดของหน้าผามีส่วนที่เป็นเหมือนประตูโค้งซึ่งมีชื่อเรียกว่า พอร์ท
ดาวาล (Porte d’Aval) หรือประตูของอาวาล
เข้าใจว่าหน้าผานี้คงถูกคลื่นซัดอย่างรุนแรงจนกลายเป็นช่องประตู
กี เดอ โมปาสซองต์
นักเขียนเรื่องสั้นชาวฝรั่งเศสเคยเขียนเปรียบเทียบประตูโค้งนี้ว่าเหมือน
ช้างกำลังเอางวงแช่ในน้ำทะเล ถัดออกไปจากประตูโค้ง
จะเห็นแท่งเสาหินปลายแหลมตั้งอยู่โดดๆ แท่งหินที่สูง 70
เมตรนี้มีชื่อเรียกว่า เอกุยย์ (Aiguille) ที่แปลว่าเข็มนั่นเอง
สันนิษฐานว่าน่าจะถูกลมและคลื่นทะเลเซาะเช่นกัน
หน้าผาที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกๆ ประกอบกับความเงียบสงบของหาด
ผู้คนไม่พลุกพล่าน เนื่องจากในช่วงกลางศตวรรษที่ 19
การเดินทางไปที่นั่นยากมาก
เอเทร็ตต้าจึงดึงดูดให้ศิลปินหลายคนหลบมาวาดภาพที่นี่ แม้แต่ กี เดอ
โมปาสซองต์ ก็มีบ้านอยู่ที่นี่
โมเนต์และกูแบร์ถึงกับเช่าบ้านติดชายทะเลไว้เป็นที่พักเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน
อันโด่งดังของเขาอย่าง “Stormy Sea” และ “The Magpie”
ที่เป็นภาพพายุและภาพภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
พวกเราเดินตามรอยขาตั้งกระดานวาดรูปของโมเนต์เลียบเลาะชายหาดไปเรื่อยๆ
ก่อนจะค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนหน้าผาที่สูง 85 เมตรผ่าน
ทางเดินค่อนข้างชันจนหลายคนต้องหยุดพักเป็นระยะๆ
เมื่อเราปีนขึ้นไปถึงข้างบนลมโชยอ่อนๆ
กับวิวอันแสนงดงามทำให้ทุกคนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
หลังจากดื่มด่ำกับความงามของทะเลแห่งนอร์มังดีแล้ว
ช่วงบ่ายเรามุ่งหน้าสู่เมืองรูฮวง (Rouen)
เมืองหลวงของแคว้นนอร์มังดีบนฝั่งแม่น้ำแซนน์
โมเนต์ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตอนปีค.ศ. 1892 และ 1893 ตอนนั้นเขาประทับใจใน
มหาวิหารรูฮวง (Rouen Cathedral)
ถึงกับเช่าห้องที่อยู่ตรงข้ามวิหารไว้เป็นสตูดิโอเพื่อนั่งเขียนภาพ
“เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงหนึ่งทุ่ม
เพื่อวาดภาพวิหาร โมเนต์เปลี่ยนผ้าใบที่ใช้วาดผืนแล้วผืนเล่า
เพราะพอเวลาเปลี่ยน แสงที่สาดส่องบนวิหารก็เปลี่ยนตามไปด้วย
เขาชอบวาดภาพจากสถานที่เดียวกันแต่ต่างเวลากันตามแสงสีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ”
แคทเธอรีน แบรนดอน ไกด์ประจำพิพิธภัณฑ์ Rouen Fine Arts เล่าให้ฟัง
“คุณดูสิ ภาพวิหารแต่ละภาพมีความแตกต่างกัน ท้องฟ้าไม่เหมือนกัน
โมเนต์ไม่ได้ใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกภาพไว้แล้วมาวาด
แต่เขาวาดจากสิ่งที่เขาเห็นและจากจิตวิญญาณ” อีฟ เลเคลอซ์
ผู้อำนวยการบอร์ดการท่องเที่ยวรูฮวงชี้ให้เราดูภาพเขียนชุดมหาวิหารรูฮวงของ
โมเนต์
ภาพเขียนชุดนี้มีทั้งหมด 28 ภาพ และมี 11
ภาพเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่อมาร่วมฉลองเทศกาลอิมเพรสชั่นนิสม์
โดยจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Rouen Fine Arts ซึ่งยังมีภาพเด่น ๆ ของปิซาร์โร่
และโกแกงโชว์ด้วย
ในอดีตห้องที่โมเนต์เช่าเป็นสตูดิโออยู่ชั้นเดียวกับร้านขายชุดชั้นในสตรี
ทางเจ้าของจึงนำฉากมากั้นระหว่างสตูดิโอกับห้องลองชุดเพื่อไม่ให้น่าเกลียด
มีเรื่องเล่ากันว่าหลังจากที่มีการพบฉากกั้นดังกล่าวในภายหลัง
ปรากฎว่ามีคนเจาะรูไว้ที่ฉากด้วย
ปัจจุบันสตูดิโอของโมเนต์เป็นที่ตั้งของสำนักงานการท่องเที่ยวของเมือง
สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของรูฮวงก็คือ หอโจน ออฟ อาร์ค
ซึ่งเป็นหอคอยที่โจน ออฟ อาร์ค
วีรสตรีของฝรั่งเศสถูกนำตัวมาพิจารณาคดีในข้อหาว่ากระทำในสิ่งที่นอกรีต
โจนถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็นเมื่ออายุได้เพียง 19 ปี
และเมื่อ 30 ปีที่แล้วมีการสร้างโบสถ์นักบุญโจน ออฟ
อาร์คตรงบริเวณตลาดเก่าซึ่งเป็นสถานที่ที่โจนถูกเผา
โบสถ์นี้ถูกวิจารณ์มากเพราะมีรูปร่างแปลกๆ เหมือนเรือหงายท้อง
แล้ววันสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง
เราไปเยือนบ้านที่โมเนต์อาศัยอยู่จนวาระสุดท้ายของชีวิต ในปีค.ศ. 1883
โมเนต์ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า จิแวร์นี (Giverny)
เขาอาศัยอยู่ที่นี่นานกว่า 40 ปีกับภรรยาคนสุดท้ายและลูกๆ
บ้านสองชั้นหลังนี้ปกคลุมไปด้วยพืชพรรณไม้นานาชนิด
ห้องและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในบ้านยังคงสภาพเดิม ห้องนั่งเล่นที่ชั้นล่าง
ห้องนอนบนชั้นสอง
และห้องครัวขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทำครัวครบครันสะท้อนให้เห็นว่าโมเนต์เป็นคน
พิถีพิถันเรื่องกินมาก โมเนต์ชอบเขียนตำราอาหารสั่งให้คนทำ
แต่ไม่เคยมีหลักฐานว่าเขาเคยทำอาหารเองหรือไม่
ไฮไลท์อีกอย่างของบ้านก็คือ การมีสวนสวย 2 แห่งอยู่ในที่เดียวกัน
โมเนต์เปลี่ยนสวนผักธรรมดาๆ
หน้าบ้านให้เป็นสวนไม้ดอกคลาสสิคสไตล์ฝรั่งเศสและตั้งชื่อมันว่า “คลอส
นอร์แมนด์” (Clos Normand) อีก 10
ปีต่อมาเขาสร้างสวนไม้น้ำขึ้นมาคู่กับสวนไม้ดอกด้วย
คุณป้าบริทเจ็ตต์บอกว่าโมเนต์เป็นคนออกแบบสวนด้วยตัวเอง
เขาเป็นคนวางแปลนว่าจะปลูกพืชหรือดอกไม้อะไรไว้ตรงไหน
“คุณมองดูสวนข้างล่างสิ มันเหมือนกับโมเนต์ตวัดปลายพู่กันลงบนผ้าใบ
เหมือนเขากำลังวาดภาพสวนบนสวนจริง ๆ ฉันเรียกมันว่า “สวนของจิตรกร”
และเมื่อคุณมองจากหน้าต่างบานนี้ มันเหมือนกับกรอบรูป
เหมือนรูปภาพและเหมือนภาพเขียนอันงดงาม”
คุณป้าพรรณนาสวนของโมเนต์ขณะที่มองลงมาจากหน้าต่างบนห้องนอนของโมเนต์
จากสวนไม้ดอก เราเดินเลาะลำธารไปเรื่อยๆ
จนถึงสวนไม้น้ำที่มีต้นไม้เขียวชอุ่มปกคลุมไปทั่ว
ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในป่า
กลางสวนไม้น้ำมีสระบัวที่เป็นต้นกำเนิดของภาพเขียนชุดอันเลื่องชื่อ “Water
Lilies” เงาสะท้อนบนพื้นน้ำในสระบัวเป็นสิ่งที่โมเนต์ชื่นชอบมาก
การเดินทางตามรอยศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ในนอร์มังดีทำให้ฉันได้เห็นถึงแรง
บันดาลใจของพวกเขาและรู้สึกขอบคุณที่ได้สรรค์สร้างงานศิลปะชั้นเยี่ยมให้พวก
เราได้ชื่นชม แม้วันนี้การเดินทางของจะสิ้นสุดลง
แต่ภาพความประทับใจยังคงอยู่ในใจไม่ลืมเลือน
การเดินทาง
การเดินทางครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสายการบิน Air France และ ATOUT
FRANCE South East Asia
สำหรับสายการบินแอร์ฟรานซ์บินตรงจากกรุงเทพมหานครสู่สนามบินชาร์ลส์ เดอ
โกลล์ กรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสทุกวัน
จากปารีสคุณสามารถเดินทางไปเมืองต่าง
ๆในแคว้นนอร์มังดีได้โดยรถไฟซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดโดยขึ้นที่สถานี
แซงต์-ลาซาร์ (Saint-Lazare) โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
เทศกาล Normandy Impressionist Festival
จัดฉลองกันทั่วแคว้นนอร์มังดีตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน
นอกจากการนำงานศิลปะชั้นยอดมาจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ชั้นนำแล้ว
ยังมีการแสดงคอนเสิร์ต ละคร ภาพยนตร์ การแสดงแสง สี เสียง
การเต้นรำริมแม่น้ำ ทัวร์เดินเท้าและปิคนิคในสวนด้วย
สำหรับรายละเอียดของโปรแกรมสามารถดูได้ที่
www.franceguide.com/sg