โนรา มรดกสุวรรณภูมิ สะท้อน...วัฒนธรรมจับต้องไม่ได้






การเสนอ มโนราห์ หรือ โนรา ศิลปะการแสดงพื้นบ้านถิ่นภาคใต้ของไทย
เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ต่อองค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่นายนิพิฏฐ์
อินทรสมบัติ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับข้อเสนอดังกล่าวมาจากประชา
ชนภาคใต้ นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
นอกเหนือไปจากศิลปะการแสดงทางวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ



ดังที่ นายนิพิฏฐ์ รมว.วัฒนธรรม ได้เปิดเผยเรื่องนี้ (ข่าว 14 ก.ค.
53) ว่า
“สืบเนื่องจากประชาชนภาคใต้ที่เข้าร่วมงานมหกรรมวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน
นำสันติสุขสู่ชายแดนใต้ ได้เสนอให้ผมผลักดันการแสดงมโนราห์
ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านท้องถิ่นขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับ
ต้องไม่ได้กับยูเนสโก”



ทั้งยกตัวอย่างในลักษณะเดียวกับการแสดงพื้นบ้าน เช่น มะโย่ง หรือ
เมาะโย่ง ของประเทศมาเลเซียที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว
“ผมเห็นว่าการแสดงมโนราห์ของไทยมีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้การแสดงพื้นบ้านของ
ประเทศอื่น ดังนั้นตนจึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
(สวช.) ไปหาช่องทางขึ้นทะเบียนต่อไป” และกล่าวทิ้งท้าย
“ทั้งนี้เชื่อว่ายังมีมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศอีกมากที่ควรจะได้รับการเผย
แพร่ และอนุรักษ์ไว้ในระดับโลก”



ในขณะที่หน่วยงาน สวช.
รับหน้าเสื่อเรื่องมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้หลายแขนงมาแต่แรก นายสมชาย
เสียงหลาย เลขาธิการ สวช. กล่าวถึงการขึ้นทะเบียนมโนราห์ว่า
“ขณะนี้ไทยยังไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการพิทักษ์
รักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้
แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ขึ้นทะเบียนการแสดงพื้นบ้านมโนราห์เป็นมรดก
วัฒนธรรมดังกล่าว”



ทั้งให้ความเห็นเพิ่มเติม
“คงจะต้องรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับมโนราห์ก่อน เช่น ต้นกำเนิด
ท่ารำ อุปกรณ์การแสดง และพื้นที่ที่พบการแสดง เป็นต้น
จากนั้นต้องรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ นักแสดง
และประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย
ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก
ภายหลังจากการได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการพิทักษ์รักษามรดกวัฒนธรรม
ที่จับต้องไม่ได้แล้ว”



มโนราห์ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านถิ่นใต้
แม้เป็นเพียงแค่การเสนอความเห็นเบื้องต้นของรัฐมนตรีวัฒน ธรรม ขณะที่ด้าน
สวช. ดูจะขานรับในเรื่องนี้ ทั้งๆ
ที่รู้ว่าความเป็นไปได้ที่เสนอต่อยูเนสโกยังไม่เกิดขึ้น
แต่ก็ให้ความหวังไว้
ถึงกระนั้นก็ตามนักวิชาการอาวุโสด้านประวัติศาสตร์สังคม อาจารย์ ศรีศักร
วัลลิโภดม ออกมาสะท้อนเรื่องนี้ในเวลาต่อมา



“ผมไม่เห็นด้วย การจะเสนอขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆ
รวมถึงมโนราห์ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดทั้งในส่วนเนื้อหาของวัฒนธรรมท้องถิ่น
แต่ละประเภทและในส่วนความหมายของคำว่า วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้”



ทั้งมองว่า
“การขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องของนามธรรมซึ่งยากต่อการดูแล
หากฝืนขึ้นทะเบียนโดยขาดความรอบคอบเชื่อว่าในอนาคตจะไม่สามารถรักษาได้”และ
เห็นว่า
“ควรดำเนินการขึ้นทะเบียนมโนราห์ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นเอง
มากกว่า เพื่อประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงพื้น บ้านแขนงนี้”



อาจารย์ศรีศักร ยังกล่าวถึงการจะขึ้นทะเบียนว่า “อะไรก็เป็นมรดกโลก
หรือมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆนั้น จะฟังเพียงคำพูดหรือตามกระแสไม่ได้
ทั้งก่อนอื่นอยากจะให้ทำความเข้าใจกับคำว่า
วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้ดีมากกว่านี้
ไม่ใช่ว่าอะไรจับต้องไม่ได้จะจับขึ้นทะเบียนทั้งหมด”



“เพราะมรดกทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องนามธรรมยากที่จะควบคุม เช่น
การแสดงมโนราห์ ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งหากเราขึ้นทะเบียนไปแล้ว
เราก็ไม่สามารถไปห้ามไม่ให้ประเทศต่างๆ
หรือประเทศที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเรานำไปประยุกต์
หรือเปลี่ยนชื่อเพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนเหมือนกับเราได้
เพราะเรื่องของวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แพร่หลาย”



นักวิชาการอาวุโส ศรีศักร เจ้าของรางวัลรางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกุโอกะ
ประจำปี 2550
สะกิดกระทรวงวัฒนธรรมต่อการพิจารณาให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกภาย
ใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการพิ
ทักษ์รักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก



“ต้องคิดให้รอบคอบ
และศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและลบหากเข้าร่วมภาคีดังกล่าว
เพราะปัจจุบันการเข้าร่วมภาคีหรืออนุสัญญาต่างๆ
ที่เกี่ยวกับมรดกโลกนั้นกำลังสร้างปัญหาให้กับประเทศด้วยข้อผูกมัดที่มีใน
ภาคีหรืออนุสัญญานั้นๆ เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร เป็นต้น”



มโนราห์ หรือ โนรา
แม้จะเป็นที่รับรู้กันในหมู่สังคมไทยว่าเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้
แต่ทว่าไปแล้วมโนราห์ภาคใต้ก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อทอดกันมา
อาจเป็นได้ว่าจากแผ่นดินหนึ่งสู่อีกแผ่นดินหนึ่งโดยมีสายวัฒนธรรมเป็นตัว
เชื่อมโยง
ดังที่อาจารย์ศรีศักรได้สะท้อนให้เห็นการแสดงมโนราห์ไม่ได้มีเฉพาะในภาคใต้
ของไทยแห่งเดียว ยังมีปรากฏแห่งอื่นๆ อีกด้วย
เพียงแต่รับปรับประยุกต์ในท่าร่ายรำ



สอดรับกับมุมมอง ดร.วัฒนะ บุญจับ นักวิชาการด้านวรรณกรรม
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร เขียนบทความ “อัตลักษณ์
วรรณกรรมแห่งสุวรรณภูมิ” (ภูมิบ้านภูมิเมือง -ศิลปวัฒนธรรม สยามรัฐรายวัน
21 พ.ค.53) ตอนหนึ่ง “วรรณกรรมอีกเรื่องหนึ่ง
เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในสุวรรณภูมิ คือ “พระสุธน-มโนห์รา”
ซึ่งเมื่อไปปรากฏในแต่ละประเทศก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป อาทิ นางมโนห์รา
สุธนู นางนกยูง เป็นต้น”



วัฒนะ เขียนให้เห็นกรณีวรรณกรรม "พระสุธน มโนราห์" ว่า
“ได้รับการเผยแพร่ผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบในภูมิภาคนี้
ทั้งในรูปของงานจิตรกรรม ประติมากรรม และบทละครในการแสดง อาทิ การเล่น
“โนรา” ในภาคใต้ของไทย



การแสดงฟ้อน “กิงกะหล่า” ซึ่งหมายถึงกินรี ในวัฒนธรรมไทใหญ่
ส่วนนางมโนราห์ของสิบสองปันนา ไม่ใช่ "กินรี" แต่เป็น "นกยูง"
และสิ่งที่พัฒนาสืบต่อมาจากเรื่องพระสุธนมโนราห์ คือการประดิษฐ์ท่ารำ
ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ "ระบำนกยูง"
และประเทศกัมพูชาก็นิยมนำเสนอในรูปแบบของละครรำเช่นกัน”



ในขณะที่มโนราห์ภาคใต้ของไทย มีท่ารำที่อ่อนช้อย สวยงาม
บทร้องเป็นกลอนสด เครื่องดนตรีประ กอบด้วยกลอง ทับคู่ ฉิ่งโหม่ง ปี่ชวา
กรับ และมีพิธีกรรมไหว้ครูตามคติความเชื่อก่อนการแสดงทุกครั้ง
ซึ่งการแสดงมโนราห์ภาคใต้ ก็มักนิยมผูกเรื่องพระสุธน-มโนราห์เช่นกัน



มโนราห์ภาคใต้ เชื่อกันว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในราชสำนักของพัทลุง
พระยาสายฟ้าฟาด ที่หัวเมืองพัทลุง (ปัจจุบันคือตำบลบางแก้ว จังหวัดพัทลุง)
แล้วแพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นๆ ของภาคใต้
“ปัจจุบันมีคณะแสดงมโนราห์ในจังหวัดพัทลุงมากกว่า 100 คณะ” น.ส.สาเรศ
กกแก้ว ครูภูมิปัญญาท้องถิ่นสอนมโนราห์ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง
กล่าว ขณะเดียวกันชุดมโนราห์ได้มีการพัฒนามาเป็นเครื่องแต่งกายตุ๊กตา
สินค้าที่ระลึกโดดเด่นของจังหวัด “มีที่นี่แห่งเดียว” นายพิชญุตม์ จันทระ
คนหนุ่มสร้างสรรค์ ต.โคกม่วง อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง
กล่าวภูมิใจในศิลปะแขนงนี้



อย่างไรก็ตาม การจะเสนอมโนราห์ก็ดี หรือศิลปะการแสดงพื้นบ้านแขนงอื่นๆ
ก็ดี เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นับเป็นกรณีที่ สวช.
ควรศึกษาให้ดีอย่างถี่ถ้วน
แล้วทว่าไปสิ่งที่ควรกระทำมากที่สุดตอนนี้คือกระตุ้นให้คนท้องถิ่นแต่ละ
ภูมิภาค
หันมาสร้างสำนึกรักมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวัน
นี้



น่าจะเป็นการดีกว่ามิใช่หรือ




โดย: บูรพา โชติช่วง 
ที่มา: สยามรัฐ 29 กรกฏาคม 2553 

Views: 876

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service