Cabinet card photo of Hector Berlioz by Franck, Paris, ca. 1855
----------------------------------
ข้อคิดจาก ทีพีโอ แม้ว่าวงดุริยางค์ไทยแลนด์ฟีลฮาร์โมนิก (Thailand Philharmonic Orchestra) แทบจะไม่ได้มีโอกาสนำวงมาเปิดการแสดงที่หอประชุมใหญ่
ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เหมือนกับวง บีเอสโอ (Bangkok Symphony Orchestra) ก็ตาม แต่ถ้าใครที่เป็นผู้รักดนตรีคลาสสิกและติดตามความเคลื่อนไหวของวงการโดยตลอด ก็จะทราบว่าวงไทยแลนด์ฟีลฮาร์โมนิก หรือ TPO นั้น มีกิจกรรมการแสดงดนตรีอย่าง “เข้มข้น” และ “สม่ำเสมอ” ทุกๆ เดือน ที่หอแสดงดนตรีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ศาลายา จ.นครปฐม และหลายๆ เพลงที่วง ทีพีโอ เลือกมาแสดงนั้น เป็นงานดนตรีระดับยิ่งใหญ่ หลายเพลงมีคุณค่าหาฟังยาก และหลายๆ เพลง ยังไม่เคยมีการนำมาบรรเลงในประเทศไทยมาก่อนเลย
เมื่อเร็วๆ นี้ วง ทีพีโอ นำบทเพลงที่เป็นงานอวดเทคนิคการบรรเลงขั้นสูงและบทเพลงที่ถือได้ว่าเป็นการบรรเลงรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทยมาบรรเลง โดยมีผู้อำนวยเพลงหญิงรับเชิญชาวบราซิล นามว่า ลิเจีย อมาดิโอ (Ligia Amadio) รับหน้าที่ควบคุมวง รายการเริ่มต้นด้วยบทเพลง “โหมโรงมหาราช” ซึ่งเดิมเป็นเพลงไทยที่ใช้บรรเลงด้วยวงมโหรี ประพันธ์โดย อ.มนตรี ตราโมท เมื่อปี พ.ศ.2530 โดยอัญเชิญเนื้อหามาจากแนวทำนองบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน มาร้อยเรียงต่อเนื่องกัน ในครั้งนี้ ร.อ.ประทีป สุพรรณโรจน์ นักเรียบเรียงเสียงประสานฝีมือเยี่ยมยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้เป็นอย่างดี เนื้อหาท่วงทำนองดนตรีมีความลื่นไหลเป็นธรรมชาติ การเลือกใช้สีสันทางเสียงและบทบาทของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดอยู่ในขั้น “เป็นเลิศ” ศาสตร์และศิลป์แห่งวิชาการจำแนกแนวเสียงเครื่องดนตรี (Orchestration) ของเขา มีความแตกฉาน ไม่เคยมีลักษณะน่าเบื่อ เย็นชา หรือว่างเปล่า ตัวโน้ตทุกพยางค์ ทุกเสียง มีสีสัน พลัง และความหมายในตัวเองครบถ้วน
ใครที่ติดตามการแสดงของวง ทีพีโอ เป็นประจำ จะตระหนักดีว่า นี่คือ “นโยบาย” ของทางวงที่มุ่งเสนอเพลงไทย (แบบที่เรามักเรียกว่า “ไทยเดิม”) เป็นเพลงเปิดการแสดงแบบเพลงโหมโรงคอนเสิร์ต (Concert Overture) เป็นประจำ ซึ่ง ร.อ.ประทีป รับหน้าที่ประจำในการเรียบเรียงฯ ได้อย่างไพเราะ รื่นหู น่าฟัง น่าประทับใจอยู่เสมอ
การเลือกเอาบทเพลงฮอร์นคอนแชร์โตในบันไดเสียงบีแฟลตเมเจอร์ ผลงานลำดับที่ 91 ของ ไรน์โฮลด์ กลิแอร์ (Reinhold Gliere: ค.ศ.1875-1956) นักประพันธ์ดนตรีชาวรัสเซียแห่งศตวรรษที่ 20 มาบรรเลงเป็นลำดับที่สองนี้ ถือเป็นงานดนตรีที่สูงด้วยคุณค่าน่าสนใจหลายประการ นี่คือเพลงคอนแชร์โตหรือเพลงเดี่ยวประชันสำหรับแตรเฟรนซ์ฮอร์น (French Horn) ที่จัดได้ว่าหาฟังยาก ใช้เทคนิคการบรรเลงฮอร์นขั้นสูง หลากหลายวิธีลีลา เป็นบทเพลงที่มีแนวคิด (Concept) อันยิ่งใหญ่ และมีพัฒนาการในการประพันธ์ที่ก้าวหน้ามากๆ
วาเลอรี โปเลค (Valery Polekh) นักเป่าฮอร์นมือหนึ่งแห่งวงบอลชอย เธียร์เตอร์ (Bolshoi Theatre Orchestra) ผู้ที่กลิแอร์อุทิศผลงานชิ้นนี้ให้ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า “กลิแอร์มีแนวคิดเกี่ยวกับฮอร์นว่า เป็นเครื่องดนตรีอวดเทคนิคขั้นสูงจนเกือบจะกลายเป็นไวโอลิน รูปแบบที่เขาประยุกต์ใช้ก็คือ ไวโอลินคอนแชร์โต ของไชคอฟสกี” ซึ่งเมื่อเราได้ฟังบทเพลงนี้แล้ว ก็รู้สึกได้ว่า โปเลคมิได้กล่าวเกินเลยแต่อย่างใด กลิแอร์โชว์ความงดงามของแนวทำนองด้วยประโยคเพลงอันยืดยาว คล้ายกับจะลืมไปว่านี่คือเครื่องดนตรีที่ต้องใช้ลมจากปอดของมนุษย์อย่างมากมาย บางตอนมีตัวโน้ตที่วิ่งไล่เสียงอย่างรวดเร็ว บางตอนมีการสลับขั้นคู่เสียง (Interval) สูง-ต่ำ สลับไป-มา คล้ายไวโอลินคอนแชร์โตที่บรรเลงข้ามสายที่เราพบเห็นบ่อยๆ ยิ่งในท่อนสุดท้ายที่ฮอร์นบรรเลงโต้ตอบกับวงออร์เคสตร้าแบบ “วรรคต่อวรรค” เราก็ยิ่งประจักษ์ชัดถึงลีลาในท่อนสุดท้ายของไวโอลินคอนแชร์โตของไชคอฟสกี
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือฮอร์นคอนแชร์โตที่ทั้งยิ่งใหญ่และยากเย็นเพียงใด แต่ก็ดูเหมือนว่า คริสตอฟ เอสส์ (Christoph Ess) นักเป่าฮอร์นหนุ่มจากเยอรมนี วัย 26 ปี ผู้บรรเลงเดี่ยวครั้งนี้จะติดขัดด้วยประการใดๆ เขาก้าวข้ามพ้นเทคนิคที่ว่าดังกล่าวได้ทุกประการ ไม่มีความรู้สึกอึดอัด หรือ “เหนื่อยแทน” จากแง่มุมของผู้ฟัง เขาให้ความรู้สึกราวกับว่า กำลังเป่าเครื่องดนตรีที่มิได้กินลมกินแรงอะไร ทุกตัวโน้ตเต็มเสียง ทุกประโยคเพลง (Phrase) ยาวเต็มอิ่มต่อเนื่อง ปราศจากอาการแผ่วปลายจากปัญหาลมไม่พอ หลังจากบรรเลงจบ เขาแถมบทเพลงเดี่ยว “Le Rendez - Vous de Chasse” ของ รอสซินิ (G. Rossini) ที่โชว์เทคนิคขั้นสูงแถมให้อีก ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญที่บรรดาผู้ฟังได้มีโอกาสชื่นชมกับศักยภาพขั้นสูงสุดของเครื่องดนตรีชนิดนี้
คริสตอฟ เอสส์ แสดงให้เห็นชัดในบทเพลงทั้งสองนี้ว่า ฮอร์นมีช่วงเสียงดัง-เบา (Dynamic Range) ที่กว้างเพียงใด เฉดสีสันทางเสียง (Tone Colour) ที่เขาแสดงออกมาในคืนวันนั้น มีประมาณ 5-6 แบบ อันน่าทึ่ง ซึ่งยังไม่เคยมีการแสดงเดี่ยวฮอร์นสดๆ ครั้งไหนในเมืองไทยจะเคยมีมาก่อน บอกได้แต่ว่า เราคงต้องจดจำชื่อ หนุ่มชาวเยอรมนีผู้นี้ไว้ให้ขึ้นใจ นี่คือนักเป่าฮอร์นระดับนานาชาติอย่างแท้จริง และเขาคือผู้บรรเลงฮอร์นคอนแชร์โตอันยากยิ่งบทนี้ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก
ก่อนการแสดงคอนเสิร์ต ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากับนักดนตรีบางคนในวง ทีพีโอ บ้าง เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็ดูว่าพวกเขาชื่นชมกับวิธีการฝึกซ้อมวงของลิเจีย อมาดิโอ วาทยกรหญิงรับเชิญชาวบราซิลผู้นี้เอามากๆ ชมกันว่า เธอบริหารเวลาการซ้อมได้ดีเยี่ยม เตรียมตัวศึกษาบทเพลงมาล่วงหน้าอย่างดี แก้ปัญหาตรงจุด ... ฯลฯ ซึ่งก็คงถือว่า เป็นการฟังข้อมูลจากวงในประดับความรู้เอาไว้ และเมื่อถึงบทเพลงเอกปิดท้ายรายการ คือ ซิมโฟนีฟองตาสติก (Symphonie Fantastique) ผลงานของ เอกเตอร์ แบร์ลิโอ (Hector Berlioz) นักประพันธ์ดนตรีชาวฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 19 บรรดาข้อมูลที่ได้ฟังมาจากปากของนักดนตรีก่อนการแสดงก็พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า เธอสร้างทั้ง ‘ความเปลี่ยนแปลง’ และ ‘ความแตกต่าง’ ให้กับวง ทีพีโอ ได้อย่างชัดแจ้ง ทั้งด้านวิธีการบรรเลงของวง วิธีการคิดและตีความบทเพลง รวมไปถึงการแก้ปัญหาทางระบบเสียงของห้องแสดงดนตรี
ผู้เขียนไม่มีโอกาสเฝ้าชมในขณะการฝึกซ้อมของวง จึงไม่ทราบว่า เธอพูดอะไร? พูดอย่างไร? หรือเธอสื่อสารอะไรกับนักดนตรีบ้าง แต่สิ่งที่ประสาทหูพอจะสัมผัสได้ก็คือสมดุล (Balance) ของวงดนตรีวงนี้ (กับหอแสดงดนตรีแห่งนี้) ที่ยังไม่เคยลงตัวแบบนี้มาก่อน สมดุลระหว่างเครื่องดนตรีทุกหมวดหมู่ที่กลมกล่อม กลุ่มเครื่องลมทองเหลือง (แตรชนิดต่างๆ) ที่ยังคงความองอาจสง่างาม แต่ไม่ “ล้ำหน้า” จนแผดหู (ทั้งๆ ที่บทเพลงเปิดโอกาสเต็มที่)
ทางด้านการตีความ คงต้องเปรียบเทียบการบรรเลงครั้งนี้กับการบรรเลงของวง บีเอสโอ ภายใต้การอำนวยเพลงโดย ฮิโคทาโร ยาซากิ (Hikotaro Yazaki) ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อหลายปีก่อน และก็ต้องยอมรับแนวคิดทางศิลปะที่ว่า ‘ความงามไม่เคยมีเพียงหนึ่งเดียว’ ศิลปะชนิดเดียวกันอาจแสดงลักษณะอันงดงามที่ตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิงก็เป็นได้ และนี่ก็เช่นเดียวกัน บีเอสโอ และ ยาซากิ เปิดเผยถึงศักยภาพและความอลังการของบทเพลงด้วยสีสันทางเสียงดนตรีอันเจิดจ้า ปลุกเร้าให้นักดนตรีบรรเลงอย่างทุ่มเทสุดตัว (และสุดขั้ว) ฟังดูน่าตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจ เสียงที่แผดดังกึกก้องของบทเพลงในตอนจบนั้น ยังจำได้ว่าแม้จะนั่งฟังอยู่ในแถวค่อนมาท้ายๆ ของศูนย์วัฒนธรรมฯ แต่ก็สัมผัสได้ถึง “แรงปะทะ” จากพลังเสียงดนตรีที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ จึงทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อวง ทีพีโอ เลือกบรรเลงบทเพลงเดียวกันนี้ในหอแสดงดนตรีที่เล็กกว่าศูนย์วัฒนธรรมฯ ค่อนข้างมาก แล้วจะทำอย่างไร เมื่อบทเพลงแผดเสียงคำรามในตอนท้าย
ลิเจีย อมาดิโอ มีคำตอบในเรื่องนี้ และเป็นคำตอบที่หาทางออกได้อย่างงดงาม ประเด็นนี้เธอแก้ปัญหาด้วยการปรับวิธีการบรรเลงด้วยการจัดสมดุลของน้ำหนักเสียงเครื่องดนตรีในหมวดหมู่ต่างๆ ให้เรียงตัวใหม่อย่างมีระเบียบภายในหอแสดงดนตรีที่เล็กกว่า การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่เห็นชัดที่สุดประการหนึ่งก็คือ ในท่อนสุดท้ายที่บรรยายถึงพิธีกรรมของเหล่าแม่มด เมื่อถึงตอนลั่นระฆัง ซึ่งแบร์ลิโอ ใช้ระฆังราว (Tubular Bell) ตีกระหน่ำในตอนนี้ ซึ่งลิเจีย อมาดิโอ ตระหนักดีว่า ถ้ายังตั้งเครื่องดนตรีนี้ไว้ ณ ตำแหน่งปกติ มันคงจะส่งเสียงดังเหง่งหง่าง สะท้อนก้องจนเกินไป จึงได้นำไปตั้งไว้ด้านข้างหลังเวที เสียงที่ดังออกมาจึงมีความพอเหมาะพอดีกับขนาดของหอแสดงดนตรีแห่งนี้
การปรับด้านการตีความบทเพลงเป็นการแก้ปัญหาของหอแสดงดนตรีได้อย่างชาญฉลาดอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ สกอร์ดนตรีที่แบร์ลิโอเขียนไว้อย่างค่อนข้างซับซ้อนยุ่งเหยิงและฟุ้งซ่าน (ด้วยจินตนาการ) นั้น เธอสามารถปรับให้เกิดการบรรเลงที่เป็นระเบียบ มีการควบคุมอย่างสูง และในองคาพยพแห่งการบรรเลง ซึ่งแม้จะสูงด้วยการควบคุมนี้ บทเพลงกลับมิได้แห้งแล้งขาดความมีชีวิตชีวาแต่อย่างใด หากแต่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความงามของบทเพลงเดียวกัน แต่แสดงออกอย่างตรงกันข้าม ซิมโฟนีฟองตาสติก ของแบร์ลิโอ เขียนไว้อย่างซับซ้อนยุ่งเหยิง แต่กลับตีความบรรเลงอย่างงดงามและสุขุมรอบคอบ ฟังดู “คลาสสิก” และไม่เสียความรู้สึกแต่อย่างใด ในเชิงหลักการ ทฤษฎีไม่น่าจะทำได้ แต่ ลิเจีย อมาดิโอ พิสูจน์ว่าเธอคือ “ศิลปิน” ที่สร้างงาน “ศิลป” โดยหลักการหรือทฤษฎีเป็นประเด็นที่ท้าทายให้คิดต่อและประยุกต์เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้สัมผัสถึงแนวคิดการตีความในระดับนี้
ลิเจีย อมาดิโอ เป็นวาทยกรเพศหญิง และเป็นชาวบราซิลที่มีภูมิหลังผูกพันกับประสบการณ์ดนตรีแถบละตินอเมริกาอย่างเข้มข้น (ตามประวัติ) เธอน่าจะตีความดนตรีออกมาในแนวเน้นพลังอารมณ์ความรู้สึกอย่างสุดโต่งหรือร้อนแรงฟูมฟายตามพื้นฐานถิ่นกำเนิด เธอจะไปเข้าถึงแก่นของงานดนตรีแถบยุโรปได้อย่างไร นี่อาจจะเป็นกรอบความคิดที่เราตั้งแง่กับเธอเอาไว้ก่อนที่จะได้ฟังการตีความดนตรีของเธอ ดนตรีมีพรมแดนหรือไม่ ศิลปินดนตรีในภูมิภาคใดก็จะเข้าใจดนตรีในภูมิภาคของตนเองได้ถ่องแท้ที่สุด? แนวคิดเหล่านี้ยังคงหาคำตอบที่ลอยอยู่ในสายลมไม่ได้ ณ วันนี้เราคงต้องสรุปว่า ต้องพิจารณากันเป็นรายๆ ไป บางกรณีอาจจริง แต่กรณีของ ลิเจีย อมาดิโอ แล้ว เธอเป็นข้อยกเว้น บทพิสูจน์ก็คือ ซิมโฟนีฟองตาสติก อันแสนจะคลาสสิกในครั้งนี้นั่นเอง.
......................................
เกี่ยวกับผู้เขียน : บวรพงศ์ ศุภโสภณ จัดเป็นหนึ่งในบรรดานักเขียน นักวิจารณ์ และวิทยากรผู้บรรยายด้านดนตรีคลาสสิกที่มีความลึกซึ้งคนหนึ่งของสังคมไทย นอกจากงานเขียนงานบรรยายแล้ว ปัจจุบัน เขาเป็นผู้ผลิตรายการวิทยุของ อสมท.
Tags:
-
▶ Reply to This