เส้นทางของ 3 เลือดใหม่

 
จากซ้าย : ณขวัญ ศรีอรุโณทัย สันติสุข กาญจนประกร วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ 
------------------------------------ 

ถึงจะไม่ใช้นิตยสารยอดนิยมบนแผงหนังสือทั่วไป แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า "เวย์" นั้น "ถึงเครื่อง" แค่ไหนในสายตากลุ่มคนที่สนใจประเด็นสังคม หรือมุมมองที่แตกต่าง 

หลังจากปลุกปั้นเนื้อหาเพื่อมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุด อธิคม คุณาวุฒิ หัวเรือใหญ่ของเวย์ก็ตัดสินใจ "ส่งไม้ต่อ" ให้กับบรรดา "เลือดใหม่" ขึ้นมาสร้าง "เส้นทาง" ของความคิดในหนังสือเล่มนี้ต่อไป 

นอกจากการ "ปรับโฉม" เพื่อความ "ใหม่ สด เสมอ" แล้ว ทีมงานผู้จัดทำยังได้ส่ง นิตยสารวิถีชีวิตชุมชนราย 2 เดือนอย่าง "รากแก้ว" และนิตยสารวิทยาศาสตร์ราย 3 เดือน "Horizon" ลงมาเพิ่มความคึกคักบนแผงหนังสืออีกด้วย 

ทั้ง สันติสุข กาญจนประกร, ณขวัญ ศรีอรุโณทัย และ วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ ถือเป็นกำลังหลักที่เข้ามา "สานต่อ" ให้นิตยสารในเครือทั้ง 3 เล่มขับเคลื่อนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

"จริงๆ เราเปลี่ยนหัว (หนังสือ) กับโลโก้มาตั้งแต่เล่ม 31-32 แล้ว พอหลังจากเล่ม 32 ก็จะเป็น คนรุ่นใหม่จริงๆ ที่เข้ามาทำงานตรงนี้" สันติสุข บรรณาธิการใหม่ถอดด้ามจากเวย์ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงแรกๆ ที่เกิดขึ้นกับเวย์ 

ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเนื้อหาภายในที่ค่อยๆ เริ่มปรับแต่ง บุคลากรหน้าใหม่ๆ ที่ผ่านชั่วโมงบินมาพอสมควร กระทั่งโลโก้ที่เปรียบเสมือนหน้าตาของตัวหนังสือถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ฉบับ 31 ทั้งหมดเป็น "ข้อความ" การพลิกโฉมที่ทีมงานส่งถึงผู้อ่าน 

"มีคนอ่านหลายคนบอกมาว่าชอบอันเก่ามากกว่า แต่ก็คิดว่า ถ้าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเลยดีกว่า เปลี่ยนเพื่อให้รู้ว่า เวย์กำลังก้าวเข้าสู่ทีมงานคนรุ่นใหม่ " เขาให้เหตุผล 

ณขวัญ ที่รั้งตำแหน่งบรรณาธิการศิลปกรรมอธิบายถึง "สาร" ที่ถูกซ่อนเอาไว้ในหัวแบบใหม่นั้น นอกจากความใส่ใจแล้ว ยังหมายถึงกลุ่มคนอ่านหน้าใหม่ๆ ที่จะพลิกหนังสือขึ้นมาอ่านด้วย 

"เรากำลังจะบอกว่า เราใส่ใจ อาจจะดูเรียกร้องอะไรมากหน่อย แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เราไม่ได้ดูง่ายๆ มันก็เหมือนมีความซับซ้อนแต่ก็ไม่ได้ทิ้งความสวยงามตรงนั้น อาจจะเหมือนกับเนื้อหาที่ดูซีเรียส แต่เราก็จะพยายามสื่อสารกับคนให้มีความบันเทิงในการอ่านบ้าง มันก็มาด้วยกัน การเข้าถึงด้วย พยายามสื่อสารกับกลุ่มคนอ่านใหม่ๆ" 

สันติสุข มองเรื่องความเปลี่ยนแปลงของเนื้อหานั่นคือความกระฉับกระเฉง และความสดชื่นที่จะเกิดขึ้น 

"เนื้อหาคงไม่ได้เปลี่ยนมากมายนัก จากที่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำ เราก็อยากจะเห็นความสดชื่นมากขึ้น อยากจะเห็นอะไรที่มีชีวิตมากขึ้น ก็มีการนำสารคดีเข้ามา เพื่อให้หนังสือดูกระฉับกระเฉงขึ้น หลายคนอาจจะบ่นว่า ตัวหนังสือมันเยอะ จริงๆ แล้วคนที่ทำเวย์มีสไตล์ของตัวเองอยู่แล้ว เราก็จะคงกลิ่นของมันเอาไว้ ถ้าจะเปลี่ยนก็แค่ให้มันดูสดชื่นขึ้น ดูมีชีวิตชีวาขึ้น" 

ขณะที่ไลน์สอง และไลน์สามสำหรับตัว วีรพงษ์ ถือว่าเป็นการนำเสนอเนื้องานเชิงชุมชน และเชิงวิชาการที่นำเสนอผ่านจริตของเวย์ 

"พอตัวเวย์ชัดเจนทั้งเนื้อหา และรูปแบบการนำเสนอ ก็จะมีหน่วยงานที่มีความปราถนาดี อยากจะทำสื่อที่เป็นของเขา เมื่อเขามาเห็นเวย์ชัดเจนในจุดยืนการนำเสนอ รูปลักษณ์ที่ร่วมสมัย ก็เลยเชื่อใจเรา วางใจให้เราเป็นโปรดักชั่นให้ ในการนำเสนอรูปแบบ และย่อยข้อมูลอ่านยากก็มาทำเป็นรูปแบบของเราก็เลยกลายเป็นรากแก้ว และHorizonขึ้นมา 

"กลุ่มเป้าหมายของทั้ง 2 เล่มก็ค่อนข้างชัดเจน อย่าง รากแก้วกลุ่มคนอ่านก็จะเป็นคนในท้องถิ่น ขณะที่Horizon จะเป็นงานวิชาการ หรืองานวิจัย แต่เราก็ยังคงมีจริต หรือรสนิยมในการทำของเรา เราก็อยากให้หนังสือที่เราทำ เป็นเราชอบเหมือนกัน เราก็พยายามทำให้คนอ่านเขามีทาง เล่มแรกก็มีปัญหาเหมือนกัน ว่าหนังสืออะไรทำไมดูแปลกหูแปลกตาจัง ไม่กล้าเปิดเข้าไปอ่าน" เขาเล่า 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งตัวนิตยสารเล่มหลัก และนิตยสารน้องใหม่คำถามที่ตามมาก็คือกลุ่มคนอ่าน กับกระแสตลาดของหนังสือจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน 

"มันกว้างมากเลยนะครับ ถ้าจะบอกว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มคนวัยทำงาน" สันติสุขให้ความเห็น 

เขาบอกว่า คนที่ตัดสินใจหยิบเวย์ขึ้นมาอ่านจะเป็นกลุ่มคนที่สนใจประเด็นทางสังคม ซึ่งในระยะหลังกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มคนอ่านจะเปลี่ยนไป 

"อาจจะชอบอ่านอะไรที่ผิดมนุษย์มนาจากที่ชาวบ้านเขาอ่านกัน (ยิ้ม) แต่ช่วงหลังๆ มา จากที่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราก็สังเกตเห็นกลุ่มคนใหม่ๆ ที่เป็นคนรุ่นใหม่พูดถึงเยอะเหมือนกัน เพิ่งเห็นเวย์บนแผงนะ หนังสือแปลกดี เขาก็เริ่มตามซื้อ เริ่มตามอ่านมา แต่ถ้าถามว่ากลุ่มเป้าหมายหลักๆ ที่วางไว้เปลี่ยนไปไหม ไม่เปลี่ยน คนรักการอ่านก่อนในขั้นแรก เพราะหนังสือของเราค่อนข้างจะเยอะกว่าชาวบ้าน เป็นคนที่รักที่จะคิดอะไรในมุมที่นอกจากสื่อกระแสหลักจะนำเสนอ เป็นคนที่รู้จักตั้งคำถามกับสังคมว่ามันจริงแท้แน่นอนขนาดไหน 

"แต่จริงๆ เราไม่ได้ต้องการจะทำสำหรับคนกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการจะทำสำหรับคนอ่านที่เป็นคนเมือง แล้วพยายามตั้งคำถาม ไม่ได้เจาะจงว่าคุณเป็นคนที่ฮาร์คอร์ดเท่านั้นถึงจะอ่านหนังสือของเราได้ ไม่เกี่ยว อยากให้ลองอ่านดูก่อน เราพยายามนำเรื่องหนักๆ ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นกับกระแสโลก หรือสังคม มาย่อยให้มันเข้าใจง่ายขึ้น อ่านง่ายขึ้นในมุมที่คุณอาจจะเห็นว่า... เฮ้ย เขาคิดกันอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ" สันติสุขให้คำนิยามสำหรับผู้อ่าน 

นอกจากกลุ่มคนอ่าน เขายังให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับตำแหน่งของตัวนิตยสารว่า "แปลกประหลาด" 

"เราไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มไหนเลย มันเป็นมาตั้งนานแล้วด้วย (ยิ้ม) มีคนเคยพูดไว้ว่าถ้าคุณไม่สามารถเป็นเบอร์หนึ่ง หรือเบอร์สองบนเซคชั่นของคุณได้ ทำต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะฉีกตัวเองออกมาเป็นเซคชั่นไหน ตามความตั้งใจเดิมของรุ่นพี่ๆ เราอยากทำสื่อที่ตัวเองอยากเห็นบนแผง อยากเขียนหนังสือแบบที่เขียนแล้วไม่รู้สึกโกหกตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเราจะถีบเงินออกจากชีวิตนะ แต่มันคือสิ่งที่เราอยากทำเฉยๆ เผอิญหนังสือแบบนั้นมันเป็นเวย์ออกมา ไม่ได้จะไปจำกัดความว่ากลุ่มไหน บันเทิงหรือเปล่า กีฬาเราก็มีเป็นบางครั้ง" 

ถึงอย่างนั้น จากเสียงคนทำหนังสือสันติสุขก็ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นกลุ่มคนทำนิตยสาร "ทางเลือก" เพียงเพราะว่าการมีอยู่ของนิตยสารแนวนี้ทำให้หัวหนังสือบนแผง "กระแสหลัก" หลากหลายขึ้นเท่านั้น 

"จริงๆ คุณสามารถบอกได้เหรอว่าหนังสือที่อยู่ชายขอบมันไม่ใช่วัฒนธรรม แล้วสิ่งที่อยู่ตรงกลางมันคือวัฒนธรรม เราไม่สามารถบอกได้ว่า หนังสือที่ตั้งอยู่ตามชายขอบต่างๆ มันคือหนังสือที่ถูกถีบไปชายขอบเท่านั้น เราเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าอะไรเป็นวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ตอบยากมาก" 

แนวโน้มตลาด และกลุ่มคนอ่าน ก็เป็นคำตอบในความหมายเดียวกันคือยัง "ทรงตัว" 

"การเปลี่ยนหัวหนังสือ ถ้าเป็นหัวใหญ่ๆ เขาทำไม่ได้นะ แต่เผอิญเรามีลักษณะเฉพาะของความเป็นหนังสือแบบนี้ พอทำออกมา กลุ่มคนอ่านของเราเขารับได้ แม้บางคนจะไม่ชอบก็ตาม แต่เขาก็จะรับได้" สันติสุขขยายความเพิ่ม 

ถึง 2 เล่มน้องใหม่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของต้นทุนการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับพี่ใหญ่อย่างเวย์ แต่การทำงานก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ วีรพงษ์ยืนยันว่าเรื่องเนื้อหายังคงต้อง "ทำการบ้าน" อยู่เสมอ 

"อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวเรา อาจจะพยายามใช้ความเข้าใจ อย่างงานวิจัยบางเรื่อง หรือแง่ของการออกแบบที่เป็นนามธรรมเราก็ต้องทำออกมา" 

วันนี้ กว่า 4 เดือนของการ "พลิกโฉม" ครั้งใหม่ ความรู้สึกของทั้ง 3 คนก็ยังเหมือนกับวันแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ ไม่มีอะไรที่ "อยู่ตัว" 

"นิตยสารกับคำว่าอยู่ตัว ค่อนข้างใช้ลำบากเหมือนกันนะ เพราะมันก็ต้องคิดตลอดเวลาถ้ามันไม่ดีจริงๆ ก็ต้องเอาออก แม้จะเพิ่งลงได้แค่ 2-3 เล่มก็ตาม มาถึงเล่มที่ 34 ถือว่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ก็มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะเราก็พยายามทำอะไรให้มีความตื่นเต้นกับคนอ่านอยู่เรื่อยๆ (ยิ้ม)" สันติสุขยืนยัน 




ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 
14 กรกฎาคม 2553 

Views: 121

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service