ภาพยนตร์ไทยใช่แค่ "คานส์"

 


ในขณะที่เรากำลังอิ่มเอมกับรางวัลปาล์มทองคำ จากภาพยนตร์เรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" โดยผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้คงไม่ใช่จุดสูงสุดของเรา เป็นแต่เพียงจุดเริ่มต้นที่มีคนไทยคิดสร้างสรรค์และปักธงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในเวทีสากลให้แล้วเท่านั้น และถ้าปีหน้าหากเรายังคงส่งหนังเข้าประกวดเหมือนเดิม และได้รางวัลเหมือนเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์บ้านเราก้าวหน้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้

เพราะอุตสาหกรรมหนังไทย ยังต้องการองค์ประกอบอื่น ๆ ที่จะทำให้หนังบ้านเราได้ทั้งชื่อได้ทั้งเงินตามไปด้วย

ที่เห็นได้ชัดว่ามีการเริ่มต้นไปแล้วก็คือ กระทรวงวัฒนธรรมกับการให้ทุนหนังเพื่อให้หนังนอกกระแสหนังดีมีโอกาสได้สร้างหนังตลาดได้โกอินเตอร์มากขึ้น แต่ในระยะยาว ก็ยังไม่มีคนตอบได้ว่าจะพัฒนาไปอย่างไร

ซิปป้า ตามโครงการฝึกอบรมภาพยนตร์ Visual Effect "Animation Youth Festival Asia 2010" ก็เดินหน้าที่จะสรรหาบุคลากรช้างเผือกมือใหม่จาก ทั่วประเทศ ด้วยการสรรหามือดีในวงการภาพยนตร์เข้าไปอบรมและคัดจากเยาวชนคนที่มีความสามารถจริง ๆ เข้ามาพัฒนาต่อยอดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

หรือแม้แต่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ก็มีการจัดประกวดสคริปต์ดีจากทั่วประเทศ เพื่อให้เราได้สคริปต์ที่แปลกใหม่ให้กับหนังไทยในบ้านเรา

แล้วยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ คนทำหน้าที่นี้อยู่ที่ตรงไหน

บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนาคปรก เดินสายอบรมในโครงการ Visual Effect "Animation Youth Festival Asia 2010" ของซิป้า กล่าวว่า

"ปัญหาหลัก ๆ ตอนนี้และเป็นปัญหาของทั่วโลกก็คือ คนเดินทางมาดูภาพยนตร์น้อยลง ภาพยนตร์ที่ทำเงินที่สุดในแต่ละปีของไทยเฉลี่ยแล้วมีคนเข้ามาดูสูงสุดราวหนึ่งล้านคนเท่านั้น และเป็นคนหนุ่มสาววัยทำงาน แต่พอเข้าวัยกลางคนคนกลุ่มนี้ก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นอีกมากมายมาทดแทนการไปดูหนัง เช่น การออกกำลังกาย การไปเที่ยว หรือช่องทางอื่น ๆ เช่นดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตทดแทนการไปดูหนัง ทำให้กลุ่มคนดูในแต่ละปีไม่เพิ่มขึ้น แม้แต่หนังต่างประเทศหลายเรื่องที่เข้ามาฉายในบ้านเราก็ขาดทุนเช่นกัน"

เพราะทางเลือกใหม่และช่องทางใหม่ ๆ มีให้เลือกมากขึ้น

การพัฒนาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเอง เมื่อถูกบีบจากหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งเรื่องรายได้ที่ลดลง ภาวะขาดทุน เทปผีซีดีเถื่อน ทำให้อุตสาหกรรมหนัง ค่ายหนังที่อยู่ได้นั้น มองหากลุ่มเป้าหมายของตนเอง เช่นบางกลุ่มสร้างเพื่อสายหนังต่างจังหวัด บางกลุ่มสร้างเพื่อขายดาราศิลปินนักร้องในค่ายตัวเอง เจาะวัยรุ่น คนเมือง

ค่ายหนังบางค่ายอย่างสหมงคลฟิล์ม ต้องยอมรับว่ามีรายได้จากตลาดหนังตลกมากกว่า แล้วนำกำไรส่วนหนึ่งมาสร้างหนังที่คิดว่าน่าสนใจ ซึ่งก็ทำได้ในจำนวนจำกัดเท่านั้น

ในส่วนภาคการศึกษา ในสมัยก่อนอุปกรณ์ต่าง ๆ ห้องตัดต่อ มีการลงทุนที่สูง ทำให้มีบางมหาวิทยาลัยที่สามารถเปิดสาขานี้ได้ แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ต่าง ๆ ราคาถูก มีกล้องถ่ายวิดีโอเพียงตัวเดียวก็สามารถที่จะถ่ายหนังสั้นได้แล้ว ดังนั้นเราจึงเห็นว่าปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากเปิดสาขาภาพยนตร์ขึ้น และมีบุคลากรในสาขานี้จบออกมาแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 200 คนที่เข้าสู่ตลาด และก็ใช่ว่าทั้ง 200 คนจะได้เป็นผู้กำกับทั้งหมด

เพราะเมื่อเข้าสู่ตลาด อัตราการจ้างงานในระยะเริ่มต้นเองก็เหมือนกับการจ้างงานทั่วไป คนที่เข้ามาเริ่มต้นฝึกงาน มีเงินเดือนอยู่ที่ราว 9,000 บาท ถ้าเทียบกับตอนที่เป็นนักศึกษาได้เงินจากพ่อแม่มากกว่า ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ไม่สอดคล้องกัน

ในเรื่องการเขียนบทก็มีปัญหาเช่นกัน บ้านเราไม่มีคนเขียนบทที่ดี เคยนำเอานักเขียนมืออาชีพมาต่อยอดเป็นนักเขียนบท ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่นักเขียนบทที่ดีจะต้องมีความรู้ที่หลากหลาย ต้องดูหนังเป็นและดูมาก แต่ปัญหาก็คือแนวคิดแบบไทยไม่ได้ถูกปลูกฝังในการดูหนังของเด็กรุ่นใหม่ และคนที่จบมาก็ยังไม่สามารถที่จะเขียนบทหรือเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้ทันที

ในอีกส่วนประกอบหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องของดนตรีประกอบภาพยนตร์ (introduction to film scoring) การให้เสียงในภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมรู้สึกสมจริง ตรงกับอารมณ์ของหนังและอารมณ์ของคนดู ถ้าเลือกเพลงประกอบผิด ใส่ผิดจังหวะ ใส่มากหรือน้อยเกินไปก็จะทำให้คุณค่าของหนังเรื่องนั้นน้อยลงตามไปด้วย

ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ มือทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับเอเชีย หนึ่งในวิทยากรในโครงการ กล่าวว่า "ตอนนี้เมืองไทยมี สตูดิโอทำเสียงประกอบภาพยนตร์ที่ได้มาตรฐานมีเพียง 2 แห่งในเมืองไทยเท่านั้น และในสาขานี้ก็ยังไม่มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีโดยตรง ต่างจากสาขาดนตรี เพราะเป็นการเรียนเรื่องการบันทึกเสียงโดยตรง แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจในเรื่องภาพยนตร์สามารถลงเสียงได้เองจากซอฟต์แวร์ที่มีราคาถูกมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับมืออาชีพได้ และบุคลากรในสาขานี้ยังขาดแคลนอย่างมาก เมื่อมองในเรื่องค่าแรง สาขานี้ขึ้นอยู่กับความสามารถ เริ่มต้นตั้งแต่หมื่นบาทไปจนถึงเดือนละแสนเลยก็มี"

ปัญหาที่กล่าวมาเป็นเพียงปัญหาต้นน้ำที่เรายังมองภาพกันไม่ชัด แม้แต่การสนับสนุนระดับปลายน้ำเองยังไม่มีความชัดเจนเช่นกัน การปักธงไทยเริ่มขึ้นแล้ว คนไทยคนหนึ่งทำได้ระดับนี้ แล้วกระทรวงต่าง ๆ ในฐานะผู้เกี่ยวข้องซึ่งก็มากมายหลายส่วนได้ทำอะไรที่สร้างสรรค์แล้วหรือยัง




ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 28 มิถุนายน 2553

Views: 22

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service