
เป็นปรากฏการณ์ของวงการบันเทิงบ้านเราอีกแล้ว เพราะหลังเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผาเมืองในที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผ่านไป บรรดานักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยม รวมไปถึงสื่อโทรทัศน์วิทยุ ต่างก็เร่งรีบผลิตบทเพลงให้กำลังใจและสะท้อนสังคมออกมาสู่สาธารณชนเป็นการใหญ่
และที่จะเป็นเสือปืนไวกว่าใครๆ คงต้องยกให้นักแต่งเพลงรักชื่อก้องจากค่ายดนตรีย่านอโศก ‘แกรมมี่’ นิติพงษ์ ห่อนาค ซึ่งจับมือกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผลิตเพลง 'ขอความสุขคืนกลับมา' ขึ้น โดยได้ดาราศิลปินกว่า 100 ชีวิตจากทุกค่ายทุกสังกัด เว้นช่อง 7 สีมาร่วมร้อง
ขณะที่เพื่อนรักที่ร่วมก่อตั้งวงเฉลียงมาด้วยกันอย่าง ประภาส ชลศรานนท์ จากเวิร์คพอยต์ ก็ได้แต่งเพลง 'บ้านเราจะเหมือนเดิม' โดยได้นักร้องสาวแห่งยุค เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นผู้ขับกล่อม เนื้อหาส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับเพลงของนิติพงษ์ โดยเน้นไปที่การให้อภัย แล้วกลับมาร่วมมือเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบเหมือนวันวาน
ด้านช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ แม้ไม่ยอมไปร่วมงานกับช่อง 9 แต่ก็ได้ทำเพลง 'หากเรายังรักกัน' ออกมา โดยให้เฉลียงรุ่นน้อง อย่างฉัตรชัย ดุริยประณีต เป็นผู้เขียนเนื้อให้ดาราในสังกัดร้องโดยเฉพาะ
หันกลับมาดูที่ศิลปินลูกทุ่งกันบ้าง งานนี้ไม่ยอมน้อยหน้าเพราะคลื่นลูกทุ่งมหานคร ในเครือ อสมท ก็ได้รวบรวมศิลปินลูกทุ่งกว่า 50 ชีวิตมาร่วมใจกันร้องเพลง 'หัวใจสีเดียวกัน' โดยมีเนื้อหารณรงค์ให้คนไทยช่วยกันทำความดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่แบ่งข้างแบ่งฝ่ายแบ่งสีรักและสามัคคีกัน
ส่วน จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ครั้งนี้ก็ได้ประพันธ์บทกวีชื่อ 'หมดเวลา' ขึ้น โดยได้ แอ๊ด คาราบาว หรือยืนยง โอภากุล และ ธนิศร์ ศรีกลิ่นดี มาร่วมร้องและทำดนตรีให้ ขณะเดียวกันก็ยังมี อรุณศักดิ์ อ่องลออ และฺศิลปินวงหน้ากาก มาผลิตให้อีกหนึ่งเวอร์ชั่นด้วย
ขณะที่อีกขุนพลเพื่อชีวิตอีกคน หงา คาราวาน หรือ สุรชัย จันทิมาธร ก็แตะมือกับเพื่อนซี้อย่าง มงคล อุทก สร้างเพลง 'สันติ 2553' ขึ้นมา เพื่อบอกเล่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดมาตลอด 2553 ว่าคืออะไร พร้อมกับตั้งคำถามกลับมาว่า เพราะเหตุใดคนไทยถึงต้องทำร้ายกันเองด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีศิลปินอินดี้อย่าง เอ๋ วิซาร์ด หรือ เอกชัย กรายอานนท์ ที่แต่งเพลง 'ความงามที่ซ่อนอยู่ (เพื่อประเทศไทย)' หรือจะเป็น พชร วิภาคตะศิลปิน จากวงบางกอก จิกกะโล่ ที่แต่งเพลง 'มนุษย์ดาวอังคาร' และอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่กำลังต่อคิวออกอากาศอีกยาวเหยียด
ถึงตรงนี้ หลายคนคงแอบสงสัยกันแล้วใช่ไหมว่า ทำไมเหตุการณ์หนึ่งๆ ถึงต้องผลิตงานเพลงออกมาเป็นจำนวนเยอะแยะขนาดนี้ และที่สำคัญ ดนตรีเหล่านี้จะสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาสังคมที่ดูจะเกินเยียวยาแล้ว ได้จริงๆ อย่างที่ในเนื้อเพลงหลายๆ เพลงกล่าวถึงหรือไม่

ทำไมถึงต้องเป็นเพลง
มานพ แย้มอุทัย อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า เป็นธรรมดาวิสัยอยู่แล้วของคนในวงการบันเทิงที่จะออกมาผลิตสื่ออะไรสักอย่างเพื่อสะท้อนภาพสังคมที่เกิดขึ้น
โดยได้ยกเหตุการณ์ของเพลง ‘เมตตาธรรมค้ำจุนโลก’ ซึ่งออกมาเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาหรือเพลง ‘ชีวิตสัมพันธ์’ ซึ่งมีที่มาจากโครงการอีสานเขียว ที่ต้องการให้ทุกคนหันมาใส่ใจผืนป่าในประเทศ
หรือแม้แต่ในต่างประเทศเองก็ยังมีเพลง ‘We're the World’ ซึ่งมีศิลปินร่วมร้อยชีวิต มาร่วมกันร้องเพื่อให้ประชาชนทั่วโลกหันมาใส่ใจปัญหาทุกข์ยากในประเทศเอธิโอเปีย
แต่ทั้งนี้ เขาก็ได้สะท้อนความแตกต่างของเพลงระหว่างยุค ก็คือจำนวนของเพลงที่ออกมาเมื่อก่อน มีจำนวนน้อยกว่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะในสื่อใหญ่ๆ ที่ต่างเร่งผลิตงานออกมา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น รวมไปถึงศักยภาพของนักดนตรีเองที่เปลี่ยนไป
สอดคล้องกับความเห็น วิภว์ บูรพาเดชะ นักวิจารณ์เพลงและบรรณาธิการนิตยสาร happening ซึ่งมองว่า เป็นช่วงนี้มีการผลิตเป็นเพลงเยอะมากที่สุดในช่วง 20 ปี ซึ่งในแง่ของงานศิลปะที่มุ่งรองรับสถานการณ์แล้ว ความสวยงามในเชิงศิลปะจะถูกโอบอุ้มด้วยบริบทของสถานการณ์
“ถ้าพูดถึงคุณค่าในเชิงศิลปะอาจเป็นประเด็นรองๆ ลงไป แต่เป็นคุณค่าในเชิงการบันทึกประวัติศาสตร์มากกว่า เพราะแต่ละคนก็จะพูดในหลายๆ แง่มุม ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของศิลปินแต่ละคน บางคนก็มองในมุมโศกเศร้าเสียใจ บางคนก็มองในมุมที่ให้ความหวังกำลังใจ บางคนก็ออกในแนวเสียดสี อย่างเพลงของคุณบางกอกจิกะโล่ก็จะพูดถึงว่า ต้องมีมนุษย์ดาวอังคารมาบุกโลกใช่ไหม ถึงจะรักกัน
“โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการที่ศิลปินเพลงป็อปลุกขึ้นมาพูดถึงเรื่องใหญ่ เรื่องสังคม มันทำให้เพลงเขาดูใหญ่ขึ้นมาเหมือนกัน อย่างเพลง ‘มนุษย์ดาวอังคาร’ มันก็มีความแปลกใหม่ระดับหนึ่งตรงที่วิธีการเล่าเนื้อหา คือมันก็ตอบโจทย์ของเขาในแง่ที่ว่า ได้แสดงตัวตนและจุดยืนของเขาที่พยายามพูดถึงได้”
ขณะที่ จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ปี 2532 ซึ่งประพันธ์บทกวีชื่อ ‘หมดเวลา’ ขณะกำลังเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 อธิบายสาเหตุของการเขียนกวีนิพนธ์ชิ้นนี้ของตัวเองว่า เกิดขึ้นจากความรู้สึก จากภาพที่เห็นของตนเอง โดยสิ่งที่ต้องการจะบอกผ่านทุกคนก็คือ อยากให้ลดอคติที่บังตาอยู่ที่ทำให้เราต้องแตกแยก ไม่สามารถพูดคุยเจรจากันได้ ซึ่งผลเสียหายได้เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว
“พอช่อง 9 เอาไปออกเป็นตัวหนังสือ แล้วทุกคนก็ชอบกัน แต่จดไม่ทัน มีเสียงตอบกลับมาอย่างนี้ภายในเวลาแค่สองวัน ก็เลยคิดว่าถ้าทำเป็นเพลงอาจจะจำง่ายกว่า จึงขยายผลด้วยการทำให้เป็นเพลง ในโทรศัพท์ก็มีเพื่อนศิลปินอยู่หลายเบอร์ คนแรกที่ลองโทร. คือแอ๊ด คาราบาว ปรากฏว่าแอ๊ดบอกว่าให้ส่งแฟ็กซ์มาดูเดี๋ยวนี้เลย ไม่ถึงห้านาทีสิบนาทีก็ตอบรับมาเลย ซึ่งก็ดี เพราะสิ่งที่ต้องการ คือคนร้องต้องไม่ใช่คนของสีใดสีหนึ่ง ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ฟัง”

ศิลปะที่กำลังจะหายไป?
เมื่อการทำงานถูกผลิตออกมาเพื่อรองรับสถานการณ์หนึ่งๆ อย่างรวดเร็ว คำถามที่จะตามขึ้นมาทันที ก็คือคุณภาพของงานที่ออกมานั้นจะเป็นเช่นไร และสามารถตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นในสังคมได้เพียงไหน
ในเรื่องนี้ กวีซีไรต์ บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่สามารถตอบได้ครบถ้วน และการคาดหวังจากงานศิลปะในระดับนั้น ถือเป็นการหลงทางและคาดหวังมากเกินไป
“การประเมินค่าผลงาน ไม่ว่าจะเป็นบทกวีหรือศิลปะแขนงอื่นที่เขียนขึ้นหรือทำขึ้นในสถานการณ์ มันต้องอยู่ในบริบทนั้น จะให้คิดถึงบทกวีในฐานะบทความวิชาการ มันก็ไม่ได้ คืองานศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ส่วนการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล มันไม่สามารถบรรจุลงในงานศิลปะหนึ่งชิ้นได้
“การที่บทเพลงหรือศิลปะในช่วงรับใช้สถานการณ์ มันก็เกิดตามธรรมชาติของมัน แต่เวลาเราประเมินย้อนหลังมักจะประเมินในกรอบที่กว้างมากกว่านั้น มีทั้งการประเมินคุณค่าทางการเมือง คือพูดย้อนหลังมันง่าย ก็แล้วแต่ผู้ฟัง เราจะมาประเมินเองได้ไง”
ขณะที่อาจารย์อาวุโสจากรั้วจามจุรี กล่าวว่า หากเปรียบเทียบระหว่างยุคสมัยแล้ว ความพิถีพิถันของเพลงยุคก่อนค่อนข้างมีสูงกว่ามาก ขณะที่ในงานทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่ออกกับสื่อใหญ่ๆ มีความเฉพาะกิจสูง เพราะฉะนั้นจึงมีคำถามที่ตามมาเสมอว่า ศักยภาพของคนทำเพลงมีอยู่เพียงใด
“จริงๆ เพลงที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นมีเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องเร่งแต่งขึ้นมาใหม่ก็ได้ อย่างหลายๆ เพลงในต่างประเทศที่ออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ต่างๆ ก็มีลักษณะเอาเพลงเก่ากลับมาทำใหม่ จริงๆ การทำอะไรพวกนี้ต้องมีลีลากวีดนตรีอยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็นงานศิลป์ ความละเอียดอ่อน มีความงดงามอยู่ในตัวของมัน ซึ่งคงไม่ได้ใช้เวลาผลิตแค่ 2-3 ชั่วโมงหรอก”
ส่วนบรรณาธิการหนุ่ม กลับมองในมุมที่แตกต่างออกไป โดยชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วศิลปินแต่ละคนก็มีมาตรฐานของตัวเอง ต่อให้อยู่ในภาวะเร่งรีบเพียงใด ก็น่าจะรักษามาตรฐานของงานเอาไว้ได้
โดยเขาได้ยกตัวอย่างเพลง ‘สันติ 2553’ ของหงา คาราวาน ซึ่งประทับใจเขามาก และถือได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของหงา ซึ่งสุดท้ายเพลงจะอายุอยู่ยืนยาวเพียงไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันสามารถตอบโจทย์เฉพาะหน้าและโจทย์อื่นๆ ในระยะยาวได้หรือไม่
เพื่อบ้านเมือง หรือเพื่อตัวเอง?
แม้เพลงจะเป็นศิลปะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็อดถูกตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรคือจุดมุ่งหมายของการผลิตกันแน่ โดยเฉพาะในสื่อใหญ่ๆ อย่างช่อง 7 หรือช่อง 9
จากเรื่องนี้เอง อาจารย์ด้านสื่อมวลชนคนเดิมชี้ว่า ภาพที่ออกมาสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพในวงการบันเทิง และมีการฉกฉวยแย่งชิงกันผลประโยชน์กันอย่างชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือ เพลงจะไม่สามารถสะท้อนภาพในทางสังคมได้จริงๆ ที่สำคัญหลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า คุณมาแต่งเพลงเพื่อสะท้อนความเป็นอันหนึ่งอันเดียว แต่เอาเข้าจริงพวกคุณก็ยังแตกแยกกันเองเลย
“ทุกวันนี้ ผลประโยชน์มันสูง แล้วต่างคนก็ต่างก็มีสื่อเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกคนไม่ยอมกัน ต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ดูง่ายๆ หากงานนี้ไม่ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวจริง ทำไมช่อง 9 ผลิตงานออกมาแล้วช่อง 7 ถึงไม่เข้ามาร่วมทำ
“ที่สำคัญ ภาพที่ตามมาหลังการแก่งแย่งก็คือ กระบวนการไล่บี้ของแต่ละฝ่ายเอง สังเกตได้จากการที่เพลง ‘ขอความสุขคืนกลับมา’ ทำไมถึงต้องเน้นป๋อ (ณัฐวุฒิ สะกิดใจ) ด้วย ทั้งๆ ที่จริงก็มีคนที่ดังกว่า แถมนักร้องก็ไม่ใช่ แต่ที่เอามาก็เพราะรู้ว่าป๋อเพิ่งออกจากช่อง 7 ก็เลยตั้งใจจะส่งสัญญาณเพื่อขยี้ช่อง 7”
ความน่ากลัวอีกอย่างหนึ่งที่เขาบอกก็คือ การนำผลงานมากระหน่ำเปิดในสื่อของตัวเองจนเกินงาม คนฟังก็เลยไม่เกิดความซาบซึ้ง และไม่สามารถโน้มน้าวใจ จนเห็นคล้อยตามด้วย โดยเฉพาะเมื่อภาพที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่อย่างที่เพลงบอก
.........
เพลงอาจถือเป็นความบันเทิงไม่กี่อย่างที่เสพง่าย และอยู่เหนือกาลเวลาอีกต่างหาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครต่างๆ ก็มักจะผลิตเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่การที่เพลงใดจะสามารถเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นในสถานการณ์แต่ละช่วงได้หรือไม่นั้น คงไม่มีใครสามารถตอบได้ เพราะความไพเราะไม่ใช่องค์ประกอบเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องรวมไปถึงบริบทรอบข้าง ทัศนคติของตัวผู้ประพันธ์และผู้ฟังเอง
และที่สำคัญที่สุดก็คือ เวลา ซึ่งจะเป็นเครื่องพิสูจน์ชิ้นสำคัญว่า ดนตรีชิ้นนั้นจะสามารถทำหน้าที่ของมันได้ครบถ้วนหรือไม่
..........
Tags:
-
▶ Reply to This