ท่วงทำนองแห่งประวัติศาสตร์

 

‘ดนตรี’ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนทุกยุคสมัย ‘ศาสตร์’ และ ‘ศิลป์’ ของดนตรีได้รับการนำมาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างในแต่ละโอกาส 

บางครั้งเพื่อระบายความรู้สึก บางโอกาสเพื่อการสื่อสาร บางเวลาเพื่อความบันเทิง และบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ดนตรีก็สะท้อนความเป็นไปในสังคม และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง 

“ในทรรศนะของผม ดนตรีทำงานอยู่ในส่วนของการเยียวยา ฟื้นฟู สร้างกำลังใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนครับ ดนตรีเป็นจุดเชื่อมต่อของความคิดและจินตนาการของผู้คนเข้าด้วยกัน เป็นสัญลักษณ์ของการเปล่งเสียงร่วมกันในกรณีที่เนื้อหาตรงและเข้าทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนอิทธิพลของการคิดและสร้างสรรค์ในเกือบๆ ทุกเรื่องราวของการใช้ชีวิต” คุณ คเณศ พักตระเกษตริน นักร้องนำวง กาเนชา เจ้าของ 3 รางวัลจากงาน ‘สีสันอวอร์ด’ ครั้งล่าสุด พูดถึงบทบาทและหน้าที่ของดนตรีที่มีต่อสังคม 

เรื่องราวของดนตรีที่เข้าไปมีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลก คุณคเณศบอกเล่าเรื่องราวที่ได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์ ชาญชัย สุดหอม อดีตที่ปรึกษาของโรงเรียนดนตรี rock music และสถาบัน rockschool และคุณ เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์ จาก SPICYDISE ให้ฟังว่า 

“มีหลายครั้งหลายหน แต่มักจะทำหน้าที่ให้คนฟังได้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตระหนักรู้ ว่าอดีตที่ผ่านมา มอบบทเรียนให้เราอย่างไร ตัวอย่างเช่นในช่วงปี ค.ศ. 1931 ช่วง Great Depression เป็นยุคฟองสบู่แตกช่วงแรกของที่อเมริกา ก็มีเพลงที่บอกเล่าสถานการณ์ อย่างเพลง Brother, Can You Spare a Dime? หรือ Buddy, Can You Spare a Dime? เพลงนี้ถ้าฟังในยุคนั้นช่วงเวลาใกล้ๆ นั้น หรือคนยุคนั้นฟังก็น้ำตาไหลเป็นสายเลือดเลยเชียว... 

หรือเพลงที่เขียนขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จริงๆ มีเยอะมาก แต่ถ้าเนื้อหาแบบบอกเล่าสถานการณ์ที่กระทบถึงใจผู้ฟังคงต้องยกให้ The White Cliffs Of Dover เขียนโดย Vera Lynn ในช่วงปี ค.ศ.1940-1945... 

ถ้าช่วงสงครามเวียดนามก็ตัวอย่างเช่น A Good Man is Hard To Find ของ Bruce Springsteen และ Give Peace a Chance ของ John Lennon ส่วนมากถ้าไม่เน้นพูดถึงปัญหา ก็จะเป็นเพลงเชิงสัญลักษณ์เพื่อเยียวยาความรู้สึกให้ผู้ฟัง... 

ส่วนเพลงที่มีบทบาทในส่วนช่วยเหลือสังคมก็มากมายอยู่ เช่น Heal The World ของ Michael Jackson หรืออย่าง Imagine ของ John Lennon หรือแม้แต่เพลงที่พูดถึงการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการดนตรีอย่างเพลง American Pie ของ Don Malean" 

เพลง American Pie เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1971 เพื่อรำลึกเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1959 ที่ Buddy Holly, Ritchie Valens กับ Jiles Perry Richardson Jr. เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ซึ่งตอนนั้น ดอน แม็คลีน ยังเป็นเด็ก เมื่อเขาเติบโตและมีโอกาสเขียนเพลง ก็เขียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วทำให้คนกลับไประลึกถึงอีกครั้งหนึ่ง 

หากจะหาหนึ่งบทเพลงในประวัติศาสตร์โลกที่เทียบเคียงได้กับสถานการณ์ในบ้านเรา คุณคเณศ บอกว่า 
“ตรงๆ กันเลยนี่ผมยังไม่มีข้อมูล แต่ถ้าเอาให้ใกล้เคียงสำหรับความรู้สึกผมนะ ผมว่า Imagine ของ John Lennon เหมาะสมที่สุด เพราะเรื่องร้ายๆ ผ่านไปแล้ว เราคงได้แต่ภาวนาและหวัง ว่าเรื่องราวเหล่านั้น ความแตกต่างอย่างนั้น จะไม่เกิดขึ้นอีก” 

แม้จะไม่มีเพลงใดในประวัติศาสตร์โลกที่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะกลายเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ของสังคมไทยจะถูกบันทึกไว้พร้อมกับหลายบทเพลงที่บันทึกและสะท้อนเรื่องราว รวมถึงฟื้นฟูจิตใจของผู้คนในสังคม ซึ่งทั้งหมดเป็นบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยศิลปินและคนดนตรีในบ้านเรา เช่น เพลง ‘รวมเป็นไทย’ ของ เสกสรร สุขพิมาย เพลง ‘หยุดทำร้ายประเทศไทย’ ของ ยืนยง โอภากุล เพลง ‘คนไทยรักสงบ’ ซึ่งเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ TPBS ฯลฯ 

บางบทเพลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แต่ก็เกิดขึ้นจากใจจริงของคนทำงานดนตรี เช่น เพลง ‘อยากเห็นคนไทย รักกันได้อย่างเดิม’ ซึ่งคุณ สุรักษ์ สุขเสวี เขียนขึ้นตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ weloveking.org ขับร้องโดยคุณ ศักดา พัทธสีมา ซึ่งคุณสุรักษ์ ได้พูดถึงเพลงนี้ไว้ในเว็บไซต์ดังกล่าว ว่า 

“ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะสื่อสารในเพลงนี้คือ อยากให้พวกเราทุกคนฉุกคิดและมีสติ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่บานปลายมากไปกว่านี้ นี่เป็นข้อดีของเพลง เพราะเพลงสื่อสารมากกว่าถ้อยคำ แต่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนฟังได้ด้วยดนตรี” 

บทเพลงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานี้คือเพลง ‘ขอความสุขคืนกลับมา’ เนื้อร้องและทำนองเพลงจากปลายปากกาของคุณ นิติพงษ์ ห่อนาค เรียบเรียงดนตรีโดยคุณ อภิไชย เย็นพูนสุข โดย บมจ.อสมท และ ไนน์ เอ็นเตอร์เทน เป็นสื่อกลางในการรวบรวมศิลปินและคนบันเทิงมาร่วมร้องเพลงเพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างสรรค์ให้สังคมไทยกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มอีกครั้ง 

“มาจากไอเดียของน้องๆ ที่ทำรายการไนน์ เอ็นเตอร์เทน ในช่องเก้า เขาคงคุยกับทางผู้ใหญ่แล้วก็โทรศัพท์มา ว่าเราจะทำอะไรกันดี ส่วนตัวพี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของไนน์ เอนเตอร์เทน ทำงานร่วมกับเขาอยู่ด้วย เขาโทรศัพท์มาว่าทำอะไรกันดี แต่งเพลงอะไรหน่อยไหม เราจะหานักร้องมาร้องเพลงกัน มาช่วยกันทำให้บรรยากาศมันดีขึ้น หรืออะไรสักอย่าง คุยกันสั้นๆ แล้วก็เอาเลยทำเลย” คุณนิติพงษ์ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของเพลง 'ขอความสุขคืนกลับมา' 

“ทางฝ่ายน้องที่ไนน์ เอ็นเตอร์เทน ทาง อสมท ก็ไปประสานงานนักร้องค่ายนั้นค่ายนี้ คนนั้นคนนี้ รวมถึงการไปติดต่อคุณปรัชญา ปิ่นแก้ว ก็เกิดจากอะไรง่ายๆ สั้นๆ แบบนี้ แล้วพี่ก็แต่งเพลงเลย วันเดียวก็เสร็จ เพราะดูท่าทางมันต้องรีบเร่งหน่อย” 

สถานการณ์ในช่วงเวลาที่เขียนเพลงนี้ คุณนิติพงษ์ เล่าว่า “เหมือนกำลังเริ่มที่จะมีจลาจล เรารู้สึกว่ามันไปกันใหญ่แล้ว เราคงต้องเตรียมตัวถ้าเราจะเหมือนเป็นหน่วยพยาบาล หมายความว่าท่าทางจะมีเสียหายมีบาดเจ็บล้มตาย สมมติเป็นพยาบาลก็ต้องคิดแบบนั้น อันนี้เราเป็นเรื่องของทางใจคือ โอ้โห จิตใจอารมณ์คงจะย่ำแย่กันในสังคม จะได้ทันเหตุการณ์ ว่าทำอย่างไรจะฟื้นฟูจิตใจได้ เราเป็นคนทำงานบันเทิง มีหน้าที่กับสังคมคือการทำให้จรรโลงอารมณ์บรรยากาศของสังคมของผู้คน เลยตัดสินใจว่าทำเพลงกัน ช่วงวันที่สิบแปดสิบเก้า” 

ความรู้สึกในช่วงเวลาที่เขียนเพลง คุณนิติพงษ์ บอกว่า “ตัวเองต้องรู้สึกนิ่งๆ ก่อน ไม่อย่างนั้นจะเขียนเพลงออกมาแล้วหดหู่ไปกันใหญ่ นิ่งๆ แล้วทำใจว่า เอาล่ะ เมื่อเสร็จจากนี่แล้วต้องมีรายการเก็บกวาดอารมณ์กันแน่เลย เราเลยต้องทำให้อารมณ์เรานิ่ง แล้วคิดเสียว่า เรากำลังจะแต่งเพลงเพื่อจะปลอบใจผู้คน ไม่ได้เป็นอารมณ์ที่กำลังเศร้าสร้อยอะไร ไม่อย่างนั้นเขียนออกมาคงจะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราอยากปลุกความรู้สึกที่ดีออกมามากกว่า เรามาให้กำลังใจกันดีกว่า” 

แม้ว่าจะเป็นเพลงที่เขียนขึ้นในสถานการณ์พิเศษ แต่ในเชิงของการทำงาน คุณนิติพงษ์บอกว่า ไม่ได้มีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับบทเพลงอื่นๆ ที่เคยเขียน เพราะสิ่งสำคัญคือ ‘วัตถุประสงค์’ 

“ไม่ต่างอะไรกันหรอก คือ ทำงานด้วยจิตว่าง คิดว่าทำออกมาแล้วมันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการไหม เออ...มันถูกต้องที่เราต้องการ แล้วเราก็จะปล่อยออกไป แต่ก็ไม่ได้นึกถึงว่าจะมีการตอบรับมากและเร็วขนาดนี้เหมือนกัน แน่นอนก็มีความประสงค์ที่จะให้คนฟังแล้วรู้สึกดีรู้สึกฟื้นฟูขึ้น อยากให้เป็นแค่นั้นเอง” 
การตอบรับที่มากและรวดเร็วมีทั้งการตอบรับจากผู้ฟังและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในสังคม 
“มีคนมาเสนออยากทำเสื้อยืดให้ ลงขันกันประมาณหนึ่งล้านบาท ทำเสื้อยืดหนึ่งหมื่นตัว คือมีแต่คนอาสาเข้ามาเอง 

แม้กระทั่งสยามพารากอนเขาก็ให้สถานที่แถลงข่าวฟรี แถมยังปั๊มซีดีเพลงนี้ให้อีก ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน น่ารักมากจริงๆ เพื่อที่จะช่วยกันฟื้นฟู ไม่มีใครคิดอะไรมากก็ช่วยกันทำ” 

นอกจากบทเพลงที่เขียนขึ้น สิ่งที่คุณนิติพงษ์ อยากฝากถึงคนในสังคมทุกคนคือ 
“อยากฝากว่า ช่วยลดความเป็นฝ่ายลงหน่อยจะได้ไหม ตอนนี้เรามาช่วยกันก่อน ว่าบ้านเมืองมันเป็นอะไร อยากให้อะไร ที่ผ่านไปก็จดบันทึกไว้ว่ามันมีเกิดเหตุอะไรขึ้น จะได้ไม่ลืม แต่ในขณะเดียวกัน อย่าไปจำจดไว้ อย่าจำ หมายความว่าอย่าไปครุ่นคิดครุ่นแค้น หรือรื้อฟื้นอะไรให้มันเกิดฝอยออกมาให้มันขัดแย้งกันอีก เรามาพยายามทำให้บ้านเมืองเราเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นหน้าที่ที่ผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบ เขาก็ต้องว่ากันไปตามครรลอง แต่ว่าเราเป็นประชาชนเรา ก็น่าจะช่วยกันทำบรรยากาศประเทศชาติให้ดีขึ้นดีกว่า” 

เมื่อถามว่า “เชื่อว่าความสุขจะคืนกลับมาได้ หรือไม่?” คุณนิติพงษ์ ให้คำตอบว่า “หวังว่า...เชื่อไหม...ยังสับสนอยู่ แต่ว่าหวังน่ะ...หวัง คิดว่าความสุขคงกลับมาได้อยู่แล้ว แต่กลับมาแล้วเหมือนเดิมแบบก่อนนี้ไหม ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเหมือนกัน” 

ไม่มีใครรู้อนาคตข้างหน้า แต่ถ้าคนไทยไม่ไร้ซึ่งความรักและสามัคคี บทเพลงต่อไปคงเป็นบทเพลงที่เปี่ยมด้วยความรักและความสุข 

 

************//////////********


เพลง 'รวมเป็นไทย' 

เราไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน จะชั้นนายหรือไพร่ เราก็ไทยทุกคนอยู่แผ่นดินเดียวกัน 
ไม่ว่าจะรวยหรือจน พ่อหลวงของปวงชน ท่านรักเท่าเทียมกัน 
หน้าที่ของเรา คือตอบแทนแผ่นดิน มีอยู่ มีกิน เพราะรักจากเหนือหัว คิดถึงส่วนรวม อย่าคิดถึงแต่ตัว แผ่นฟ้าจะมัว หากแยกแตกกัน 

รักกันเถิด เรารักกัน เธอกับฉัน คือพี่น้องไทย สานสัมพันธ์ 60 กว่าล้านหัวใจ จับมือกันไว้ ให้เป็นหนึ่ง รวมให้เป็นหนึ่งเดียว รวมให้เป็นใจเดียว รวมเป็นไทย 
จะแบ่งข้างทำไม เปิดใจค่อยๆ คุยกัน คิดให้สร้างสรรค์ ทำเพื่อลูกหลานไทย รักคือสิ่งดีงาม รักคือคำตอบสุดท้าย พ่อหลวงคือหัวใจ ให้ประเทศไทยสุขกลับคืน 
รวมให้เป็นหนึ่งเดียว รวมให้เป็นใจเดียว รวมเป็นหนึ่ง รวมใจ 
รักกันเถิด เรารักกัน เธอกับฉัน คือพี่น้องไทย สานสัมพันธ์ 60 กว่าล้านหัวใจ จับมือกันไว้ ให้เป็นหนึ่ง 
รวมให้เป็นหนึ่งเดียว รวมให้เป็นใจเดียว รวมเป็นไทย รวมให้เป็นหนึ่งเดียว รวมให้เป็นใจเดียว รวมเป็นไทย รวมเป็นไทย รวมเป็นไทย รวมเป็นไทย 

*************///////////////************ 

เพลง 'หยุดทำร้ายประเทศไทย' 

คุณยืนอยู่ ตรงนี้ ฉันก็อยู่ตรงนี้ เรายืนอยู่ตรงนี้ ตรงแผ่นดินถิ่นไทย 
นานนับ เป็นพันปี ที่หลอมรวมเลือดเนื้อเชื้อไข 
ทะเลาะกันแล้วได้อะไร แบ่งสีแบ่งฝ่าย ก็ล้วนไทยและไทย 
สยามรัฐนาวาวันนี้ ที่ต้องการคือสามัคคี 
คอยเผาบ้านเผาเมืองป่นปี้ ยังไม่มีหรอกประชาธิปไตย 
แค่ความคิดเห็นต่าง ก็นั่งลงพูดคุยกันได้ 
ถก เถียงกันนั้นไม่เป็นไร แต่อย่าทำร้าย ทำลายประเทศไทย 
หยุดเถิด นักการเมือง คุณคือต้นเรื่องความขัดแย้ง 
จงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ 
เราเป็นประชาชนส่วนใหญ่ ที่ห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอน 
พวกเรามาร่วมกันขอวิงวอน ให้หยุดทำร้ายทำลายประเทศไทย 
เรามีทั้งชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เปี่ยมล้นมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่ 
ให้ยึดเหนี่ยวร้อยรวมดวงใจ อย่าให้ผู้ใดมาใช้ทำร้ายกัน 
หยุดทำลายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง 
ไม่ทำร้ายประเทศไทย ไม่ใช้ความรุนแรง 
หยุดทำลายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง 
ไม่ทำร้ายประเทศไทย ไม่ใช้….ไม่ใช้ ความรุนแรง 

*********************** 



โดย : ปวิตร สุวรรณเกต 
Life Style : Art & Living 
วันที่ 31 พฤษภาคม 2553 

Views: 151

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service