มาชูปิคชู “อินคา” อลังการสร้างสถาน


 

โบราณสถานอันน่าตื่นตาที่สุดในอเมริกาใต้ และสัญลักษณ์อันเลื่องชื่อของชาวอินคาคือ มาชูปิคชู 

โบราณสถานอันน่าตื่นตาที่สุดในอเมริกาใต้ และสัญลักษณ์อันเลื่องชื่อของชาวอินคาคือ มาชูปิคชู (Machu Picchu) มีความหมายว่า ยอดเขาเก่าแก่ สูงจากระดับน้ำทะเล 7,000 ฟุต บนเทือกเขาแอนดีส ประเทศเปรู 

คอลัมน์ Ars Longa ยังมิเคยไปสัมผัส แต่มีความใฝ่ฝันไว้ว่าอยากจะไปชมเป็นบุญตาสักครั้งหนึ่งในชี วิต ซึ่งไม่รู้ว่าวันนั้นจะเดินทางมาถึงเมื่อใด สำหรับในที่นี่แล้วจะพาคุณท่อง “มาชูปิคชู เมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคา” ไปกับตัวอักษรในหนังสือ “ไขปริศนาอารยธรรมโลก” บทเขียนสารคดี ไบรอัน ยอห์ตัน แปลโดย ประสิทธิ์ ตั้งมาหาสถิตกุล คัดย่อโดยคอลัมน์นี้ ภาพจากเว๊บไซต์มรดกโลกยูเนสโก 

มาชูปิคชู ห่างจากกรุงลิมาไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 300 ไมล์ และจากเมืองกุซโก (Cuzco) นครหลวงของจักรวรรดิอินคาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 170 ไมล์ ซึ่งจักรวรรดิอินคากว้างใหญ่ไพศาลนี้มีอายุอยู่ในช่วง ค.ศ. 1438 – 1533 (+ 543 เป็นปี พ.ศ.) โดยมีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณเปรูปัจจุบัน แต่อาณาเขตของจักรวรรดิครอบคลุมไปถึงเอกวาดอร์ โบลิเวีย ชิลี บางส่วนของอาร์เจนตินา และใต้สุดของโคลัมเบีย ชาวอินคาคือชุมชนพื้นเมืองที่มีความเจริญแห่งเทือกเขาแอนดีสกลุ่มสุดท้ายก่อนยุโรปจะเข้ามา 

เรื่องของมาชูปิคชู เป็นที่รู้จักของชาวไร่พื้นเมืองเพียงไม่กี่คน ก่อนถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1911 โดย ฮีรัม บิงกัม (Hiram Bingkam) ผู้อำนวยการคณะสำรวจเปรูแห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้นำทางบิงกัมไปยังโบราณสถานแห่งนี้คือชาวไร่พื้นเมืองชื่อ เมลชอร์ อาร์เตียกา (Melchior Arteara) ซึ่งต่อมาคณะสำรวจบิงกัมยังได้ค้นพบนครอินคาที่สาบสูญอีกแห่งที่ชื่อ วิลกาบัมบา (Vilcabamba) ที่เคยไว้บันทึกในจดหมายเหตุของสเปนในศตวรรษที่ 16 หลังจากนครบนเทือกเขาสูงนี้ถูกทิ้งร้างอย่างอย่างเป็นปริศนามา 400 ปี 

บิงกัม เป็นคนแรกที่กล่าวถึงมาชูปิคชูว่าเป็น “นครสาบสูญของชาวอินคา” แล้วเป็นชื่อหนังสือเล่มแรกของเขา Inca Land : Explorations in the Highlands of Peru (1922) เป็นหนังสือขายดีทำให้ทั่วโลกรู้จักโบราณสถานแห่งนี้ กระทั่งนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟิก อุทิศหน้ากระดาษทั้งเล่มให้กับเรื่องราวของมาชูปิคชู 

มาชูปิคชู สร้างขึ้นปี 1460 – 1470 โดยผู้ปกครองและบิดาผู้ก่อตั้งจักรวรรดิอินคา ปาซากูติ อินคา ยูปันกี (Pachacuti Inca Yupanqui) นครแห่งนี้ดูเหมือนจะมีผู้อาศัยมาก่อนหน้าที่สเปนจะพิชิตเปรูได้ในปี 1532 

ตัวนครประกอบไปด้วยอาคารประมาณ 200 แห่ง มีทั้งบ้านเรือน วัง วิหาร หอดูดาว และโรงเก็บของ ทว่าทั้งหมดที่น่าทึ่งก็คือ การวางผังเมือง วิศวกรรมโยธา สถาปัตยกรรมอาคารต่างๆ ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณครึ่งตารางไมล์ แบ่งออกเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนได้สามเขตคือ 

เขตเกษตรกรรม จะประกอบไปด้วยผืนดินไล่เรียงเป็นชั้นๆ มีท่อส่งน้ำที่เชื่อมโยงกันโดยอาศัยประ โยชน์จากความลาดเอียงของภูมิประเทศ นอกจากเพาะปลูกพืชผลแล้ว ลานขั้นบันไดเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นพนังป้องกันมิให้หน้าดินพังทลายอีกด้วย และพื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนหลังเล็กๆ ปลูกอยู่ตามแนวตรอกแคบๆ เชื่อว่าน่าจะเป็นที่อยู่ของชาวไร่ชาวนา 

เขตเมือง ประกอบด้วยหมู่อาคารต่างๆ มีกำแพงกวางกั้นเขตเพาะปลูก ด้านใต้ของเขตนี้เรียงรายไปด้วยซอกเล็กๆ ขุดเข้าไปในผาหิน บิงกัมเรียกซอกเหล่านี้ว่า “คุก” เนื่องจากคิดว่ามันน่าจะเป็นที่ที่นักโทษถูกตีตรวนตรงข้อมือด้วยห่วงหิน แต่ความเข้าใจในปัจจุบันที่น่าจะถูกต้องกว่าก็คือ ซอกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิหารแร้งคอนดอร์ (Temple of Condor) ชื่อนี้ได้มาจากรูปแกะสลักจากโขดหินแกรนิตที่ตั้งอยู่ตำแหน่งเบื้องล่างสุด 

ถัดจากวิหาร คือหมู่อาคารที่มีโครงสร้างซับซ้อน ก่อด้วยหินสีแดงเรื่อ เรียกว่า เคหสถานปัญญาชน (Intellectuals’ Quarters) น่าจะเป็นเขตที่พักอาศัยของอะเมาตัส (Amaautas หมายถึง ครูที่มียศตำแหน่งสูง) และส่วนที่เรียก เขตญุสตัส (Zone of the Ñustas) คำว่า ญุสตัส แปลว่า เจ้าหญิง 

เขตศาสนสถาน บริเวณที่ตั้งของสถาปัตยกรรม งานก่อหินของอินคาอันงดงามอลังการ ประกอบด้วยส่วนหลักคือ ลานศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Plaza) สำหรับงานพิธีมหาชน วิหารสุริยะ (Sun Temple) สิ่งก่อสร้างครึ่งวงกลมที่สกัดจากผาหิน ประกอบด้วยหน้าต่างสองบาน บานหนึ่งหันไปทางทิศตะวันออก อีกบานหันไปทางทิศเหนือ นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเชื่อว่าหน้าต่างทั้งสองนี้ ใช้สำหรับสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ 

หน้าต่างบานที่หันสู่ทิศตะวันออก ช่วยการคำนวณอย่างแม่นยำเกี่ยวกับวันที่กลางวันสั้นที่สุดของปี คือวันเหมายัน (Winter Solstice) โดยวัดจากเงาของศิลากลาง 

วิหารไตรบัญชร (Three-Windowed Temple) ตั้งชื่อตามหน้าต่างใหญ่รูปสี่เหลี่ยมคางหมูสามบานที่เปิดสู่ลานใหญ่ ประกอบด้วยหินสลักรูปสัญลักษณ์แทนไตรภูมิของชาวแอนดีส ได้แก่ ฮานัน-ปาชา (Hanan-Pacha) โลกชั้นสูงหรือสวรรค์ กาย-ปาชา (Kay-Pacha) โลกมนุษย์หรือโลกวัตถุ และ อุกจู-ปาชา (Ukju-Pacha) โลกภายในที่มีเทพเจ้าสถิตอยู่ 

 



นอกจากนี้ยังมีวิหารศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Temple) ซึ่งเป็นตัวอย่างยอดเยี่ยมของงานสร้างด้วยหินของชาวอินคา มีการเรียงก้อนใหญ่ขัดเงาแต่ละก้อนด้วยอย่างสนิทเนียน กุฏิ (Priests’ House) และแท่นบูชาปริศนา ที่เรียกว่า อินตีอัวตานา (Intihuatana) หรือ เสาตรึงแดด นับเป็นสิ่งก่อสร้างลี้ลับสำคัญที่สุดอันหนึ่งในมาชูปิคชู ประกอบด้วยเสาหินแกรนิตที่เป็นไปได้ว่าคือ เข็มชี้ของนาฬิกาแดด ผุดขึ้นมาจากแท่นหินทรงพีระมิด 

เชื่อกันว่า เสาตรึงแดดนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ โดยในวันเหมายันของทุกปี ระหว่างเทศกาลอินตีรายมี (Inti Raymi) หรือเทศกาลสุริยะ เทพเจ้าจะถูกตรึงไว้ (ในเชิงสัญลักษณ์) กับเสาหินโดยพระรูปหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการอันตรธานหายไปไม่หวนคืนของดวงอาทิตย์ 

จุดเด่น ที่สร้างความอัศจรรย์ใจแก่อาคันตุกะนับไม่ถ้วนผู้มาเยือนมาชูปิคชูก็คือ กำแพงหินและโครง สร้างอาคารต่างๆ รูปทรงหลายเหลี่ยมที่ก่อขึ้นโดยไม่มีการใช้ปูนเชื่อมหรือฉาบ ไม่มีการใช้ล้อเลื่อนหรือสัตว์ช่วยลากหิน ประกบเข้ากันอย่างแม่นยำสนิท จนแม้แต่ใบมีดบางเฉียบก็ยังไม่อาจแทรกรอยต่อของหินได้ ว่ากันว่าก็เพื่อความมั่นคงปลอดภัยพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องแผ่นดินไหว 

งานก่อหิน กับความยากลำบากในการลำเลียงและติดตั้งหินก้อนใหญ่ จึงทำให้นักทฤษฎีทางเลือกบางคนสันนิษฐานว่า น่าจะมีการใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์เข้ามาใช้ในการก่อสร้างที่มาชูปิคชูแห่งนี้ โดยความช่วย เหลือของอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปแล้ว ถึงกระนั้นก็ตามความลับเรื่องการก่อสร้างของมาชูปิคชูยิ่งมืดมนหนักขึ้น เมื่อไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารใดๆ บ่งบอกถึงวิธีการสร้างอย่างชัดเจน 

 



มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งเผยว่าชาวอินคามีชนชั้นสถาปนิกอาชีพที่ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ อย่างเก่งกาจ ให้โครงสร้างเข้ากับลักษณะพื้นที่ ดังนั้นมาชูปิคชูจึงอาศัยประโยชน์จากโขดเขาและผาหิน งานประติมากรรมจะสร้างขึ้นโดยสลักเสลาเข้าไปในหน้าผา หรือทางน้ำไหลก็จะอาศัยช่องหิน 

แม้ไม่ทราบแน่ชัดว่า ชาวอินคาลำเลียงก้อนหินขนาดใหญ่โตเช่นนั้นได้อย่างไร แต่โดยทั่วไปเชื่อว่าพวกเขาใช้เชลยจากต่างเผ่าทุกคนที่แข็งแรงเป็นผู้เข็น อาคารและกำแพงแกรนิตที่ตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมนั้น น่าจะใช้เครื่องมือหินหรือสำริด แล้วขัดเรียบด้วยทราย 

หน้าที่อันแท้จริงของมาชูปิคชู ประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่า มันไม่ใช่นครสำคัญของอินคา ที่มีการขยายตัวของประชากรจำนวนมากหรือไม่? คำตอบคือ อาจจะไม่ ประมาณกันว่ามีประชากรอาศัยอยู่ในและรอบๆ มาชูปิคชู ณ เวลาใดก็ตามเพียงประมาณ 10,000 คนเท่านั้น ข้อมูลนี้บวกกับตำแหน่งที่ตั้งอันโดดเดี่ยวชี้ว่า มันคงไม่ใช่นครตามความหมายทั่วไป 

การขุดสำรวจโดยบิงกัม ในต้นศตวรรษที่ 20 พบศพมัมมี่ 135 ศพ (ระบุผู้หญิง 109 ศพ) ทำให้เขาสรุปว่า สถานที่นี้ทำหน้าที่หลักเป็น “คุ้ม” หรือที่พำนักของ อักญาส (Acllas) หรือ สุริยเทวีพรหมจรรย์ ของชาวอินคา อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์โครงกระดูกเพิ่มเติมเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ว่า ศพเหล่านี้แบ่งเป็นศพของชายและหญิงจำนวนเท่าๆ กัน ดังนั้นทฤษฎีล่าสุดก็คือ หมู่อาคารต่างๆ เหล่านี้คือ นครสำหรับงานพิธี ซึ่งเป็นทั้งพระราชฐาน สถานปฏิบัติธรรม หรือสักการสถานสำหรับราชวงศ์ พระ และชี 

การละทิ้งมาชูปิคชูอย่างฉับพลันทันใด คือปริศนาอันลี้ลับ หลายทฤษฎีพยายามอธิบาย อาทิเช่น นครนี้ประสบภัยแล้งอันยาวนาน เกิดอัคคีภัยร้ายแรง หรืออพยพออกจากพื้นที่ในห้วงขณะต่อต้านสเปน แต่ทฤษฎีที่น่าจะยอมรับกันมากที่สุดได้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนหน้าที่สเปนเข้ามาพิชิตศึก เกิดโรคฝีดาษจากยุโรปได้แพร่เข้ามายังเปรู ถึงขึ้นระบาดไปทั่วประเทศ ในปี 1527 ประชากรครึ่งหนึ่งตกเป็นเหยื่อของโรคร้ายนี้ และสงครามกลางเมืองอุบัติขึ้นในเวลาต่อมา ก็น่าจะกลายเป็นนครร้างที่เกิดขึ้นค่อนข้างอย่างรวดเร็ว 

ทุกวันนี้ หมู่วิหารอันน่าอัศจรรย์บนยอดเขา กำแพงต้านลมพายุ ทุ่งนาและที่นาขั้นบันได คือสักการสถานทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในความคุ้มครองของรัฐบาลเปรู และยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นสถานมรดกโลก ปี ค.ศ. 1983 ทั้งได้กลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาเยี่ยมชมราว 5 แสนคนต่อปี 

ที่ว่ากันนครสาบสูญของอินคา จึงมิได้สาบสูญอีกต่อไปแล้ว 







Ars Longa ศิลปะยืนยาว 
เรื่อง: เนติ โชติช่วงนิธิ 
ที่มา: สยามรัฐ 18/06/2010 

Views: 224

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service