ถ้าโลกนี้ไม่มีสีสันอื่นใดนอกจากดำกับขาว จะเป็นอย่างไรบ้างนะ ? ต้นไม้สีดำ ดอกไม้สีขาว หรือว่าทั้งต้นทั้งดอกเป็นสีขาวล้วน ดำล้วน ดวงอาทิตย์สีดำ ดวงจันทร์สีขาว หรือว่าดวงอาทิตย์ควรจะเป็นสีขาว ดวงจันทร์สีดำ แล้วกลางคืนกับกลางวันล่ะ ควรจะเป็นสีอะไร 

เราคงจะไม่มีวันได้เห็นแก้มสีชมพู ริมฝีปากแดงระเรื่อของหญิงสาว ไม่รู้ว่าสีฟ้าของท้องทะเลนั้นเปี่ยมเสน่ห์ขนาดไหน 

สีขาวกับดำของโลกทั้งใบ คงทำให้เราหมองเศร้าและหดหู่สิ้นดี 

ทฤษฎีสีง่าย ๆ บอกไว้ว่า การที่เรามองเห็นสี ก็เพราะแสงไปตกกระทบวัตถุนั้น 

แสงสเป็กตรัมของดวงอาทิตย์นั้นประกอบด้วยเจ็ดสี คือม่วง, คราม, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, แสด, แดง 

แสงนี้หากไปกระทบวัตถุสีเขียว ก็จะสะท้อนแสงสีเขียวเข้ามาที่ตาเรา จึงเห็นเป็นสีเขียว ส่วนสีอื่นที่เหลือจะถูกดูดกลืนเข้าไปหมด 

แต่มีสีที่แปลกอยู่สองสี คือดำกับขาว สีดำจะดูดกลืนแสงทุกสี ไม่ว่าจะส่องแสงสีอะไรลงไป มันก็ยังคงเป็นสีดำอยู่ ส่วนสีขาวนั้นตรงกันข้าม มันจะสะท้อนแสงทุกสี ถ้าเราเอาแสงสีแดงมาส่องลงบนผ้าขาว ผ้าก็จะกลายเป็นสีแดงในทันทีที่มันสะท้อนมากระทบตาเรา 

เรื่องสีในทางทฤษฎีนั้นยังเกี่ยวข้องกับความสว่างของวัตถุ ความยาวของคลื่นแสง ความสามารถในการดูดซับแสงของวัตถุและอะไรอื่น ๆ อีกมากมาย 

แต่เรื่องราวของสีที่คนชอบเอามาพูดถึงกันมาก มักจะเป็นเรื่องของความหมาย อารมณ์แห่งสีสัน รวมทั้งการใช้สีในเชิงสัญลักษณ์ และการตีความทางจิตวิทยา 

ดูเหมือนว่างานศิลปะไม่มีทางจะขาดสีสันไปได้ ทำให้สีมีบทบาทสำคัญในการสื่อความหมาย และกลุ่มคนทำงานศิลปะนี่เองที่ออกแบบความหมายของสีเอาไว้สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างน่าสนใจ 

สีขาว สีแห่งความบริสุทธิ์ สื่อถึงความสะอาด ความดีงาม ความสงบ และความยุติธรรม จึงให้ความรู้สึกบริสุทธิ์อ่อนโยน แสดงถึงความว่างเปล่า ปราศจากกิเลส ตัณหา ความเชื่อถือ และความศรัทธา 

สีดำ สีแห่งซานตาน หมายถึงความลึกลับ ความตาย อำนาจ พลังความรุนแรง สิ่งชั่วร้าย ให้ความรู้สึกมืดมน สกปรก ชั่วร้าย สิ้นหวัง จุดจบ ความเศร้า ความหนักแน่น เข้มเข็ง อดทน และมีพลัง 

นอกจากสีขาวและสีดำที่มีความหมายในภาคตรงข้ามกันแล้ว เรายังมีสีเหลือง แดง น้ำเงิน เป็นแม่สีที่สามารถผสมกันแล้วให้สีอื่นตามมาได้อย่างน่าทึ่ง 

สีเหลือง สีของผู้ทรงศีล ให้พลังของความสุข ความเจริญ การเรียนรู้ สร้างสรรค์ การแผ่อำนาจบารมี จึงให้ความรู้สึกร่าเริงแจ่มใส เบิกบานสดชื่น ความสดใหม่ ความสุกสว่าง เป็นสีที่ใช้แสดงความรุ่งเรืองมั่งคั่ง และฐานันดรศักดิ์ ขณะเดียวกัน ก็ยังหมายถึงการเจ็บป่วย โรคระบาด ความริษยา ทรยศ หักหลัง 

สีแดง คือสีของเลือด หมายถึงพลังอันตราย สงคราม อำนาจ ความตื่นเต้นยินดี ความรุนแรง ความกล้าหาญ กำลังใจ ความรัก และเพศรส จึงให้ความรู้สึกถึงพลังร้อนแรง กระตุ้น ท้าทาย ตื่นเต้น เร้าใจ มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ และมีชีวิตชีวาในความรัก ความปรารถนา 

สีน้ำเงิน สีแห่งสัจจะ หมายถึงการหยั่งรู้ ความเชื่อถือเลื่อมใส ไหวพริบ ปัญญา ความจงรักภักดี สัจธรรม อำนาจ และความซื่อสัตย์ สีน้ำเงินจึงให้ความรู้สึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแน่น เคร่งขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ สง่างาม สูงศักดิ์ 

เมื่อเหลืองกับน้ำเงินรวมกันเป็น สีเขียว ก็จะได้สีแห่งความอุดมสมบูรณ์ สื่อถึงการเติบโต ความสงบ สันติภาพ รวมทั้งความทะเยอทะยาน ความโลภ และความริษยา จึงให้พลังความรู้สึกถึงการพักผ่อน สงบ ร่มรื่น ร่มเย็น เป็นธรรมชาติ ความปลอดภัย ความปกติสุข และความงอกงาม 

แดงกับน้ำเงินผสมกันเป็น สีม่วง เกิดสีแห่งการหยั่งรู้ สื่อถึงความทะเยอทะยาน ความก้าวหน้า ความสง่างาม มีอำนาจ ความสูงส่ง หรูหรา และความปรารถนาอันแรงกล้า สีม่วงจึงให้ความรู้สึก ถึงเสน่ห์ที่เร้นลับ อำนาจแห่งความสูงศักดิ์ พลังที่ชวนให้ติดตามของความรัก ความเศร้า และความผิดหวัง 

เหลืองกับแดงรวมกันได้ สีส้ม สีแห่งพลังชีวิต ให้กำลังแรงของโชค ความสุข ความอบอุ่น มีชีวิตชีวา ความคึกคะนอง และการปลดปล่อย 

ใกล้กับสีส้ม เรายังมี สีทอง สีแห่งสติปัญญา ความมั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภ และความสำเร็จ สีทองให้ความรู้สึกหรูหราโอ่อ่า เจริญรุ่งเรือง ความสุข และความร่ำรวย จึงมักใช้แสดงถึงคุณค่า ราคา สิ่งของหายาก ความสูงส่ง และศรัทธาสูงสุด 

ใกล้กับสีแดง เรายังมี สีชมพู สีแห่งมิตรภาพและความรัก ความโรแมนติก ความเคารพนับถือ ให้ความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยน นุ่มนวล ความรู้สึกรัก เอาใจใส่ และความน่ารัก ความเยาว์วัยของหนุ่มสาว 

ศิลปินใช้สีเหล่านี้ผสมผสานสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของพวกเขา ภาพจะงามที่สุด ยามสีหลากหลายอยู่ร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนด้วยองค์ประกอบภาพที่จัดวางอย่างลงตัว สามารถสะท้อนพลังของสีได้เต็มเปี่ยม 

ไม่น่าเชื่อว่านอกจากศิลปินแล้ว นักการเมืองบ้านเรายังสามารถนำสีมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน 

สีแดง เหลือง น้ำเงิน ปรากฏอยู่ในเกมแห่งการช่วงชิงอำนาจ แบบไม่มีใครยอมลงให้ใคร มีสีดำและสีขาวเป็นฉากหลัง 

ความดีกับความชั่ว ผลัดกันสะท้อนแสงผ่านวัตถุเป็นสีต่าง ๆ 

ไม่มียุคสมัยใดที่เราจะได้เห็นสีสันบอกเล่าความเลวทรามของนักการเมืองได้ชัดเจนขนาดนี้




(หน้าพิเศษ D-Life) 
คอลัมน์ DEJAVU 
โดย สุมิตรา จันทร์เงา 
วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4218 
ที่มา: prachachat.net 

Views: 18

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service