อัมพวา เมืองศิลปิน

 


ในความโด่งดังหนาแน่นของตลาดน้ำ อัมพวายังมีความเป็นเมืองศิลปินซุกซ่อนอยู่

เอ่ยถึง"อัมพวา" จ.สมุทรสงคราม ณ วันนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับต้นๆของเมืองไทย ที่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาไม่ได้ขาด ทั้งมาเที่ยวตลาดน้ำ ชมสวน ไหว้พระ ช้อปปิ้ง หรือหลีกหนีป่าคอนกรีตมาพักผ่อนตามรีสอร์ทหรือโฮมเสตย์ที่นี่

อย่างไรก็ดีในความเป็นเมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังนั้น อัมพวายังมีสิ่งที่หลายคนไม่รู้นั่นก็คือ ความเป็นเมืองบ้านเกิดของศิลปินด้านดนตรีหลายต่อหลายคน ซึ่งล้วนแต่สร้างสรรค์ผลงานด้านดนตรีฝากไว้เป็นตำนานคู่กับเมืองไทยไปตลอด กาล





หลวงประดิษฐ์ไพเราะ


*หลวงประดิษฐ์ ไพเราะ ยอดฝีมือระนาดเอก

หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) หรือที่รู้จักกันในวงการดนตรีไทยว่า ครูจางวางศร เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2424 ต.คลองดาวดึงส์ อ.อัมพวา เริ่มเรียนดนตรีไทยอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 11 ปีกับบิดาของตนเอง ซึ่งเป็นครูปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงของสมุทรสงคราม จากนั้น ความสามารถก็เริ่มฉายแวว จนกระทั่งมีชื่อเสียงไปทั่ว จากการประชันระนาดกับพระยาเสนาะดุริยางค์

หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้เข้ารับราชการ และสร้างผลงานในด้านดนตรีไทยไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านระนาดเอก อาทิ เทคนิคการตีสบัด เทคนิคการตีกรอ การใช้ตัวเลขเป็นตัวโน้ตแทนเสียง รวมถึงการประพันธ์เพลง ทั้งเพลงโหมโรง และเพลงเถา กว่าร้อยเพลง




อานันท์ นาคคง


อานันท์ นาคคง ประธานฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เล่าว่า "ถ้านึกถึงหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ก็ต้องนึกถึงพวกดนตรีปี่พาทย์ ระนาดเอก การประพันธ์เพลงต่างๆ ท่านเป็นผู้นำเรื่องการประชันดนตรี เหมือนที่เห็นในหนังเรื่องโหมโรง เรื่องของท่านก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดหนังเรื่องนั้น อีกเรื่อง คือท่านเป็นคนที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในการตีระนาด คือ ท่านมีพื้นฐานในการเล่นมาก่อน แล้วก็มาสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ทำให้การตีระนาดมีหลากหลายวิธี และไพเราะขึ้นเยอะ"

หลังจากการเสียชีวิตของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้น ในวันที่ 6 สิงหาคม 2524 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 100 ปีของหลวงประดิษฐ์ไพเราะโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นอนุสรณ์ และเป็นองค์กรที่ดำเนินงานเพื่อสืบสาน พัฒนาด้านวิชาการดนตรีไทย รวมถึงเผยแพร่การเรียนการสอนดนตรีไทยแก่ผู้สนใจทั่วไป




บ้านครูเอื้อที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์


"ผลงานของมูลนิธิที่ผ่านมา ก็มีการจัดประกวดดนตรีไทย ออกงานต่างๆ รวบรวมเอาดนตรีไทยเป็นร้อยชนิดมาเล่นร่วมกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เยาวชนมีรากฐานดนตรีไทยที่แข็งแรง มั่นคง เพื่อสืบสานดนตรีไทยของเราให้ยังคงอยู่ต่อไป"

แม้ที่ตั้งของมูลนิธิจะไม่ได้อยู่ที่อัมพวาบ้านเกิด แต่ก็ยังคงสืบสานเจตนารมณ์และผลงานต่างๆ ที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะสร้างไว้ ให้ยังคงอยู่กับสังคมไทยตลอดไป




ครูเอื้อ สุนทรสนาน


*ครูเอื้อ สุนทรสนาน ครูผู้กำเนิดตำนานสุนทราภรณ์

เมื่อพูดถึงวงดนตรีที่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากที่สุด คงไม่พ้นไปจากวงดนตรีสุนทราภรณ์ ที่กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2482 จากการนำนามสกุลของครูเอื้อ (สุนทรสนาน) ไปรวมกับชื่อของคนรัก (อาภรณ์ กรรณสูต) จนได้มาเป็นชื่อ "สุนทราภรณ์"

ครูเอื้อ สุนทรสนาน เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2453 ที่อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เริ่มชีวิตดนตรีเมื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนพรานหลวง ที่สอนเกี่ยวกับดนตรีทุกประเภท พระเจนดุริยางค์ ซึ่งเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนในสมัยนั้น ได้เห็นถึงความสามารถที่โดดเด่นในด้านดนตรีสากลของครูเอื้อ จึงให้หัดไวโอลิน และแซกโซโฟนเพิ่มเติม

ภายหลังจากที่ได้บรรเลงดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ถ่านไฟเก่า" และได้ร้องเพลงแทนเสียงร้องของพระเอก จนได้รับความนิยมอย่างสูง ก็ได้รับโอกาสให้ตั้งวงดนตรีของกรมโฆษณาการ ซึ่งต่อมาคือวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์นั่นเอง จากนั้น ครูเอื้อก็ได้นำวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ไปแสดงภายนอก ซึ่งมีเอกชนเป็นผู้จัด โดยใช้ชื่อว่า "วงดนตรีสุนทราภรณ์"




อติพร (สุนทรสนาน) เสนะวงศ์


บทเพลงที่ครูเอื้อได้ร่วมกับเพื่อนร่วมงานแต่งขึ้นนั้น ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของเพลงไทยสากลในยุคปัจจุบัน และแม้ว่าแต่ละเพลงจะมีอายุหลายสิบปีแล้ว ก็ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่นักฟังเสมอ ด้วยความสมบูรณ์ทั้งเนื้อร้อง และทำนอง ความมีเอกลักษณ์ของเพลง

เนื่องจากอัมพวาเป็นบ้านเกิดของครูเอื้อ สุนทรสนาน จึงได้มีการจัดตั้ง "บ้านครูเอื้อ" ขึ้น โดยมูลนิธิสุนทราภรณ์ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในการจัดแสดงนิทรรศการประวัติผลงานของครูเอื้อ และข้อมูลของเพลงสุนทราภรณ์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในโครงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาว อัมพวา ของมูลนิธิชัยพัฒนาอีกด้วย

อติพร (สุนทรสนาน) เสนะวงศ์ ลูกสาวคนเดียวของครูเอื้อ กล่าวว่า "บ้านครูเอื้อตั้งขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของครูเอื้อ ซึ่งจะมีการจัดแสดงผลงาน เสื้อผ้าที่ใช้แสดง เครื่องใช้ต่างๆ โต๊ะตัวเก่าที่ครูเอื้อเคยใช้ทำงาน ที่นี่จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมโดยไม่เสียเงิน เพื่อจะได้เข้ามาเรียนรู้ประวัติของครูเอื้อ และความเป็นมาของวงสุนทราภรณ์ว่าเป็นมาอย่างไร"

"ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เป็นเดือนที่ครบรอบ 100 ปีชาตกาลของครูเอื้อ ซึ่งก็มีกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองไปแล้วที่อัมพวา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของครูเอื้อ ในงานก็มีดนตรี นันทนาการต่างๆ และจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อฉลอง 100 ปี ไปจนถึงต้นปีหน้า"


ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล ได้มีการเสนอชื่อครูเอื้อ สุนทรสนาน เพื่อให้เป็นบุคคลดีเด่นของโลก ซึ่งในเดือนตุลาคม 2552 ทางองค์การยูเนสโกก็ได้ยกย่องให้ครูเอื้อ เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาวัฒนธรรมดนตรีไทยสากล นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวไทย




รูปปั้นจำลอง ทูล ทองใจ


*ทูล ทองใจ นักร้องเสียงทองแห่งอัมพวา

สำหรับศิลปินอมตะอีกคนหนึ่งของอัมพวานั่นก็คือ ทูล ทองใจ นักร้องเสียงทองที่เกิดที่อัมพวาเหมือนกัน โดยทูลเกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2472

ในสมัยเด็กเขาได้ไปประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ และได้รับรางวัลชนะเลิศเสมอ ด้วยความที่อยากเป็นนักร้อง จึงเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อตามหาฝัน และได้พบกับเบญจมินทร์ หรือครูตุ้มทอง โชคชนะ นักร้องและนักแต่งเพลง ซึ่งเป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการเพลง และได้แต่งเพลงชื่อ "พี่ทุยหน้าทื่อ" ให้ทูล ทองใจ ขับร้อง จนได้บันทึกแผ่นเสียง และต่อมา ทูล ทองใจ ก็โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว จากเพลง "โปรดเถิดดวงใจ" ซึ่งยังคงเป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้




นอกเมืองอัมพวายังอวลไปด้วยวิถีชนบท


ความโด่งดัง และน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของทูล ทองใจ ทำให้มีแฟนเพลงมากมาย เทพ ทูลใจ หรือ สุเทพ เทพธรรม นักร้องเงาเสียงของทูล ทองใจ เล่าว่า ในสมัยก่อนนั้น ทูล ทองใจ เป็นนักร้องยอดนิยมมาก อย่างเช่นตอนไปร้องเพลงที่เชียงใหม่ แฟนเพลงถึงกับปูพรมเพื่อให้เดินขึ้นไปร้องเพลงเลยทีเดียว

"เพลงของทูล ทองใจ ถ้าเอาเฉพาะที่ดังๆ ก็ประมาณ 200 เพลง แต่ที่บันทึกลงแผ่นเสียงไว้จะมีมากกว่า 700 เพลง จุดเด่นในเพลงของเขา จะไม่มีการต่อว่าผู้หญิงเลย ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาจะพูดถึงเรื่องที่ตนเองเป็นคนไม่มีวาสนา เป็นเพลงที่ความความไพเราะในตัวเอง จนถึงตอนนี้ที่ผมไปร้องเป็นเงาเสียง ก็ยังมีคนรุ่นใหม่ๆ มานั่งฟัง บางคนร้องตามไปด้วยก็มี"

เพื่อเป็นการระลึกถึงทูล ทองใจ ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2538 จึงได้มีการจัดสร้างรูปปั้นจำลองขึ้น และจัดตั้งไว้ที่ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม บ้านเกิดของทูล ทองใจ ซึ่งเพิ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นอกจากศิลปินทั้งสามแล้ว อัมพวายังเป็นบ้านเกิดของศิลปินอีกหลายคน ที่สร้างผลงานดีๆ ให้แก่คนไทย จนอาจจะเรียกได้ว่า อัมพวาเป็นเมืองแห่งศิลปินอย่างแท้จริง



หน้าแรกท่องเที่ยว | วาไรตี้ท่องเที่ยว
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์
10 พฤษภาคม 2553

Views: 393

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service