
ในขณะที่โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่แบบโรงเดี่ยวทั่วทั้งโลกต่างต้องหลีกทางให้แก่โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์สมัยใหม่ แต่ศิลปินชาวสิงคโปร์รายหนึ่งกลับพยายามสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นการธำรงรักษาอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่แบบเก่าให้ยังคงมีชีวิตชีวาอยู่
ศิลปินผู้นี้มีนามว่า "หมิง หว่อง" นิทรรศการศิลปะของเขาซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งสิงคโปร์ ไม่ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังมีการพูดถึงวัฒนธรรมแบบผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ของสังคมสิงคโปร์ รวมทั้งผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์หลัก 3 กลุ่มของประเทศ อันได้แก่ ชาวจีน, ชาวมาเลย์ และชาวอินเดีย
ในนิทรรศการศิลปะของเขาที่มีชื่อว่า "ชีวิตแห่งการลอกเลียนแบบ" หว่องได้รื้อฟื้นบรรยากาศในยุคทองของวงการภาพยนตร์สิงคโปร์ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ซึ่งโลกแห่งภาพยนตร์ได้เชื่อมโยงผู้คนจากทั้ง 3 กลุ่มชาติพันธุ์เข้าหากัน ผ่านผลงานศิลปะแบบผสมผสานที่มีทั้งวิดีโอ, แผ่นป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์, โปสเตอร์หนังเก่า และอุปกรณ์ที่ข้องเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ชนิดอื่น ๆ
หว่องได้ใช้ผลงานวิดีโอสามชิ้นของเขานำเสนอถึงวัฒนธรรมอันแปลกประหลาดของสิงคโปร์ ในวิดีโอเรื่องหนึ่ง นักแสดงสามคนจาก 3 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้มารับบทบาทเป็นแม่ผิวดำกับลูกสาวผิวขาว ในฉากซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดยุคเก่าเรื่อง "อิมิเตชั่น ออฟ ไลฟ์" ของ "ดักลาส เซิร์ค"
ในวิดีโออีกชิ้นหนึ่ง นักแสดงสาวผิวขาวชาวคอเคเชียนได้มารับบทบาทเป็นคู่รักในฉากซึ่งดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยความรักและการนอกใจของคนฮ่องกงในทศวรรษ 1960 เรื่อง "อิน เดอะ มู้ด ฟอร์ เลิฟ" โดยผู้กำกับดัง "หว่อง การ์ ไว"
"ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 เรามีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เจริญรุ่งเรือง ในสภาวะทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยเช่นนั้น ภาพยนตร์ถูกอำนวยการสร้างโดยชาวจีน กำกับโดยชาวอินเดีย และแสดงโดยชาวมาเลย์" หว่องให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ และว่า "ผมต้องการนำสภาวะเช่นนั้นมาใช้สำรวจตรวจสอบมโนทัศน์เรื่องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม"
นิทรรศการศิลปะครั้งนี้ของหว่องได้รับการสนับสนุนจากสภาศิลปะแห่งชาติของสิงคโปร์ให้นำไปจัดแสดง ณ มหกรรมศิลปะนานาชาติ "เวนิซ เบียนนาเล่" เมื่อปีที่แล้ว จนได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการมาครองครอง ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ศิลปินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยได้รับในมหกรรมศิลปะแห่งนี้
หว่องกล่าวว่างานของเขาได้สำรวจตรวจสอบธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปของอัตลักษณ์และวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การพิจารณาว่าอะไรบ้างที่ก่อให้เกิดชาวสิงคโปร์ขึ้นมา
"ผมต้องการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อกลางในการพูดถึงอัตลักษณ์แห่งชาติ" หว่องกล่าวและว่า "งานแสดงของผมถือเป็นเรื่องที่ตรงประเด็นสำหรับสังคมสิงคโปร์ยุคปัจจุบัน ที่ลักษณะทางด้านประชากรศาสตร์กำลังเปลี่ยนแปลงไป มันถึงเวลาแล้ว ซึ่งเราต้องมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตนเอง เพื่อเราจะได้มองเห็นอนาคตที่ตนเองจะเดินทางไปถึงจากจุดที่กำลังยืนอยู่ในปัจจุบัน"
ที่มา :
มติชน
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2553