
ลาสเวกัส เตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์และห้องแสดงนิทรรศการแห่งใหม่ เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับขบวนการใต้ดิน หรือ “มาเฟีย”
ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา นครแห่งการพนัน กาสิโนและผู้มีอิทธิพล จะเปิดพิพิธภัณฑ์และห้องแสดงนิทรรศการแห่งใหม่ เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับขบวนการใต้ดิน หรือ “มาเฟีย” นั่นเอง
แห่งแรกคือห้องแสดงนิทรรศการ “ประสบการณ์มาเฟีย” ซึ่งได้ อังตัวเน็ต แมคคอนเนล วัย 74 ปี มาให้ข้อมูล เธอเป็นลูกสาวของ แซม จิอองคาน่า หรือ โมโม่ หัวหน้ามาเฟียใหญ่สมัยก่อน
นิทรรศการซึ่งจะเปิดในกาสิโนทรอปปิคาน่าราวปลายนี้จะแสดงห้องนั่งเล่นของโมโม่ที่มีหลายคนอยากเห็นด้วย
แมคคอนเนล เล่าว่า เธอฝันอยากจะมีห้องแสดงเกี่ยวกับมาเฟียมานานแล้ว เธอว่าคนต้องการรู้เรื่องมาเฟียไม่รู้จักจบสิ้น บางคนติดเรื่องนี้เหมือนติดยา
ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดในเข้าชมราวกลางปีหน้าก็แสดงเรื่องราวของมาเฟียในลาสเวกัสและอเมริกา คือ “พิพิธภัณฑ์แห่งองค์กรใต้ดินและการใช้กฎหมาย”
แต่ละห้องในพิพิธภัณฑ์จะเล่าถึงความโหดร้ายและการเข่นฆ่ากันระหว่างกลุ่มมาเฟียต่างๆ และการปราบปรามมาเฟียของผู้รักษากฎหมายในสมัยก่อน มีการนำอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่มาเฟียใช้มากกว่า 1,000 ชิ้น มาแสดงด้วย เช่น อาวุธและห้องทรมานศัตรู นอกจากนี้ก็จะนำบันทึก จดหมายเรียกค่าไถ่ เรียกค่าคุ้มครองมาแสดงด้วย
พิพิธภัณฑ์นี้มีพื้นที่ทั้งหมด 41,000 ตารางฟุต ตั้งอยู่ในอาคารที่เคยใช้เป็นศาลพิจารณาคดีเกี่ยวกับมาเฟียของลาสเวกัส
ห้องๆ หนึ่งของตึกนี้จะถูกตกแต่งให้เหมือนเมื่อปี 2493 เมื่อห้องนี้ถูกใช้เป็นห้องพิจารณาคดีของคณะสมาชิกผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับขบวนการมาเฟีย การก่อสร้างจะใช้เงินประมาณ 42 ล้านดอลลาร์
บุคคลที่ผลักดันเรื่องนี้คือ นายกเทศมนตรี ออสการ์ กู๊ดแมน เขาเคยเป็นทนายให้กับ โทนี่ สปิโลโทร หรือ เดอะแอนท์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการสังหารนายโมโม่ พ่อของ อังตัวเน็ต จิอองคาน่า เมื่อปี 2518 ก่อนที่เขาจะขึ้นให้การเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างซีไอเอและมาเฟียไม่นาน
ในพิพิธภัณฑ์จะมีการนำกำแพงประวัติศาสตร์ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ "การสังหารหมู่วาเลนไทน์" มาแสดงด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 2472 บนความขัดแย้งของมาเฟียใหญ่ 2 แก๊ง คือ เซ้าธ์ไซด์ของมาเฟียชื่อดัง อัล คาโปน และนอร์ธไซค์ของ จอร์จ โมแรน หรือ บั๊ค
สมาชิกแก๊งของบั๊คซ่อนตัวอยู่ในโกดังสินค้าแห่งหนึ่งพร้อมสุนัข 1 ตัว สมาชิกของอัล คาโปนซึ่งปลอมตัวเป็นตำรวจและนักสืบได้บุกเข้าไปเพื่อหาตัวบั๊ค เมื่อไม่เจอ พวกเขาสังหารลูกน้องของบั๊คทั้ง 7 คน ซึ่งหันหน้าเข้ากำแพงด้วยปืนกลพร้อมกันอย่างเหี้ยมโหด มีแต่สุนัขของพวกเขาเท่านั้นที่รอ
พวกเขาทั้งหมดตายฟรีเพราะไม่มีการจับกุมใครเลยและรายละเอียดของการสังหารหมู่นี้กลายเป็นเรื่องลี้ลับของมาเฟียมาจนถึงทุกวันนี้
ต่อมาในปี 2510 จอร์จ พาเต้ นักธุรกิจชาวแคนาดาซื้อกำแพงซึ่งพรุนด้วยรอยกระสุนปืนนี้ไป เขาถอดอิฐของกำแพงออกทีละอัน ทำหมายเลขไว้และส่งกลับไปแคนาดา เขานำกำแพงไปประกอบใหม่และแสดงไว้ในภัตตาคารที่เขาเป็นเจ้าของ จนเมื่อเขาตายในปี 2547 กำแพงนี้ก็ตกเป็นของน้องสาว ซึ่งเธอคิดว่ากำแพงน่าจะไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์นี้นั่นเอง

คณะผู้บริหารกล่าวในเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ว่า จะไม่มีการบิดเบือนหรือตกแต่งข้อมูลและรายละเอียดของขบวนการมาเฟียและผู้รักษากฎหมาย
พวกเขาว่า ขบวนการมาเฟียก็มีส่วนในการสร้างนครเวกัส ฉะนั้นพิพิธภัณฑ์นี้ก็มีการพูดถึงบทบาทของมาเฟียในเรื่องนี้ด้วย
“ประวัติศาสตร์ของมาเฟียและลาสเวกัสแยกกันไม่ออก มันเป็นประวัติศาสตร์ของลาสเวกัสและอเมริกา”
นอกจากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาเฟียแล้ว ที่นี่จะแสดงให้เห็นถึงความพยายามและชัยชนะของทางการและผู้รักษากฎหมายที่ปราบปรามแก๊งมาเฟีย ผู้ที่เข้าชมจะได้เห็นเอกสารของคดีดังๆ เห็นวิธีการฟอกเงิน การลักพาตัว อุปกรณ์ดักฟังและการฆาตกรรม
โดย : นพมา
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ : Life Style : ท่องเที่ยว : วันที่ 7 พฤษภาคม 2553