
ว่าวงูยุคใหม่เน้นความสวยงาม
------------------------
เมื่อลมร้อนโบกพัด หนึ่งในศิลปะไทยที่คงอยู่คือ “ว่าวไทย” ศิลปะที่ไม่ใช่แค่สวยแต่รวยเสน่ห์ ไม่ใช่แค่ลอยสูงแต่เป็นนักสู้กลางฟากฟ้าที่นับวันยิ่งจางหายไปจากสังคมไทย
ว่าวไทยแต่ไรมา
อาจารย์สุดสงวน ทองมา จากสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าถึงความเป็นมาว่าวไทยว่า มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยาที่มีการใช้ว่าวในการศึกสงคราม โดยนำหม้อดินปืนผูกกับว่าวจุฬาชักข้ามกำแพงเมืองนครราชสีมาซึ่งเกิดกบฏ
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดการแข่งขันว่าวจุฬา-ปักเป้ามาก มีการแข่งขันในระดับขุนนาง รวมทั้งการแข่งขันประกอบเสียงดนตรีวงปี่พาทย์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2449 เป็นต้นมา โดยในแต่ละช่วงจะใช้เพลงที่ต่างกันไป
ส่วนจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ว่าวไทยมีความโดดเด่นกว่าว่าวนานาชาติ คือเป็นว่าวชาติเดียวเท่านั้นที่สามารถนำมาเล่นใช้ต่อสู้กันได้ โดยเป็นการบังคับให้ต่อสู้กันกลางอากาศ ปัจจุบันได้จัดการแข่งขันว่าว “จุฬา-ปักเป้า” ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “งานประเพณีกีฬาไทย” ณ ท้องสนามหลวงนั่นเอง
“ต่างประเทศให้ความสนใจว่าวไทยมาก เนื่องจากเป็นว่าวที่ใช้ป่านเพียงเส้นเดียวในการบังคับทิศทาง สร้างลีลาและสามารถสู้กันได้ เขาจะสงสัยว่ามีการใช้กลไกพิเศษหรือเปล่า ซึ่งแท้จริงแล้วคืออยู่ที่ทักษะของผู้เล่นว่าว ตรงนี้เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของว่าวไทย”

อ.สุดสงวน ทองมา
-------------------
ทำว่าวตำรับไทย
การจะทำว่าวไทยให้ได้มาตรฐานได้นั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงส่วนประกอบสำคัญของว่าวให้เป็นไปตามสัดส่วนที่ถูกต้อง ซึ่งใช้ประสบการณ์และความชำนาญ แต่ก็เป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วยเช่นกัน
ส่วนประกอบแรกซึ่งสำคัญที่สุดคือโครงว่าว นิยมใช้ “ไม้ไผ่สีสุก” อายุประมาณ 3 ปี เนื้อไม้จะเหนียวและแน่น มีสปริงในตัว สามารถดัดแต่งให้เป็นรูปร่างต่างๆ ได้ง่าย โดยส่วน 3 เมตรจากโคนต้นขึ้นมาเป็นไม้ตันใช้ทำอกว่าว ส่วนที่เหลือด้านบนของต้นจะนำมาทำปีกและขากบ
หลังจากนั้นจะนำไม้มาเหลา ดัดให้ขึ้นรูป โดยมีเคล็ดไม่ลับว่า ให้ใช้ต้องใช้น้ำตาลปีบทาไม้ที่เหลาแล้ว นำไปลนไฟอ่อนๆ จนไม้ร้อนจะทำให้ดัดง่ายและคงทนมากขึ้น แล้วจึงนำส่วนประกอบไม้ต่างๆ มาผูกเป็นตัวว่าวตามประเภทที่ต้องการ
สุดท้ายคือการปิดกระดาษบนโครง โดยใช้กระดาษสาประเทศจีน ซึ่งมีเนื้อหนากำลังดีและเหนียวทน ซึ่งการปิดกระดาษให้เรียบจะต้องปิดในตอนเช้าๆ พอสายแล้วอากาศอุ่นขึ้น กระดาษว่าวจะตึงพอดี
ศาสตร์รบชั้นสูง
แน่นอนว่าการจะสู้กันไม่ว่าคนหรือว่าวก็ต้องมีอาวุธเป็นสิ่งสำคัญ โดยว่าวจุฬาจะมีอาวุธติดตัวอยู่ตรงสายว่าวทำจากไม้ไผ่ เรียกว่า “จำปา” ใช้เกี่ยวเหนียงและหางของว่าวปักเป้า ทำให้เกิดความเสียหาย
ในขณะที่ว่าวปักเป้าจะใช้ “เหนียง” เป็นอาวุธมนการต่อสู้ ซึ่งประกอบด้วยสายทุ้งและสายยืน ประกอบกันเป็นรูปครึ่งวงกลม ใช้ในการครอบว่าวจุฬาให้เสียการทรงตัวและตกลงสู่พื้นในที่สุด
“ปักเป้าจะชนะจุฬาได้ต้องตีว่าวให้สูงกวาจุฬา ใช้เหนียงตีครอบลงมาเมื่อหัวว่าวจุฬาที่ส่ายอยู่นั้นตรง กรณีที่ว่าวจุฬาจะชนะก็ต้องพยายามหามุมใช้จำปาเกี่ยวว่าวปักเป้าให้ได้ทำให้เสียหาย บังคับไม่ได้ ว่าวจุฬาจะลากเข้าแดนตัวเองไป”
พร้อมกับบอกว่า ผู้ที่จะมาแข่งว่าวต่อสู้กันได้จะต้องมีประสบการณ์เป็นสิบปี นอกจากจะบังคับยากแล้ว ต้องใช้ประสบการณ์ในการแก้เกม บุกสู้ ตอบโต้ให้ถูกจังหวะ รู้จักสังเกต ใช้ไหวพริบปฏิภาณ
ว่าวแฟชันตามแบบตะวันตก
-----------------------
ภูมิปัญญาหลุดลอย
สำหรับคนรุ่นใหม่ยังมีความสนใจในว่าวไทยอยู่บ้าง แต่ยังขาดประสบการณ์ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา เหนือสิ่งอื่นใดต้องมีใจรัก ต้องทำความเข้าใจอีกมาก ซึ่งเยาวชนออกห่างจากว่าวไทยไปสนใจเล่นคอมพิวเตอร์ เที่ยวสถานบันเทิง ไม่เคยได้สัมผัสหรือเข้าใจว่าอะไรคือศิลปะว่าวไทยอย่างแท้จริง
“สมัยนี้เวลาพูดถึงเล่นว่าวก็จะนึกถึงว่าแข่งกันขึ้นสูง แข่งตัดกัน แต่ความจริงแล้วคือการแข่งด้วยกระบวนการต่อสู้ เป็นเอกลักษณ์ของว่าวไทย ควรจะเรียนรู้ไว้ตั้งแต่เด็ก สามารถเผยแพร่ความรู้”
เช่นเดียวกับสถานศึกษาต่างๆ ยังไม่ให้ความสำคัญกับศิลปะว่าวไทยเท่าที่ควร หรือยังคงมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่าเป็นเพียงศิลปะธรรมดาเท่านั้น
รักษ์ไว้ซึ่งภูมิปัญญา
นอกจากว่าวไทยนักสู้แล้ว ว่าวยังแตกแขนงออกไปได้หลายประเภท หนึ่งในนั้นคือว่าวดุ๊ยดุ่ย เป็นว่าวที่เน้นให้มีเสียงจากไม้ไผ่เมื่อติดลม ซึ่งจะมีรูปร่างไปปราดเปรียวเท่าว่าวที่ใช้ในการต่อสู้ซึ่งเป็นทรงมนุษย์ แต่จัดว่าเป็นว่าวไทยโบราณที่หาชมได้ยาก
ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ถึงปัจจุบันว่าวไทยมีความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ โดยจะเน้นให้มีสีสัน รูปแบบ ความสวยงามหลากหลายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
ทั้งนี้ยังคงมีการอนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอย่างไทย ทั้งรูปทรงแต่เดิม เทคนิคกลวิธีการละเล่นว่าวไทย รวมไปถึงการบรรเลงเพลงประกอบด้วย
ครูผู้รักว่าวไทยท่านนี้อยากให้เยาวชนหันกลับมาสนใจมรดกของไทย ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทยไว้ไม่ให้ภูมิปัญญาไทยสาบสูญไปกับเทคโนโลยี
โดย ทีมข่าว M-Lite ผู้จัดการ Lite>
โดย
ASTVผู้จัดการรายวัน 9 เมษายน 2553