โดย : รัชดา ธราภาค, จตุพร อุ่นใจ

ภาพโดยโครงการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำบางกอก
------------------------------
บ้านวินเซอร์ บ้านเก่าอายุเกินร้อยยังรอบูรณะ ทั้งที่หลายฝ่ายตั้งใจฟื้นฟู แต่อุปสรรคสำคัญคือปัญหาร่วมกันของสิ่งก่อสร้างหลายแห่งในเขตเมืองเก่า
เพราะเป็นสังคมที่เร่งพัฒนา และให้คุณค่ากับความทันสมัย มานานหลายสิบปี เป็นความจริงว่า เพิ่งไม่นานมานี้เองที่สังคมไทย หันมาให้ความสนใจกับเรื่องการอนุรักษ์ โดยเฉพาะกับมรดกแห่งยุคสมัยที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของสามัญชน
"บ้านวินด์เซอร์" เป็นอีกตัวอย่างชะตากรรม ที่แขวนอยู่บนความเสี่ยง ของสถาปัตยกรรมอายุนับร้อยปี ซึ่งไม่เพียงรอคอยสำนึกอนุรักษ์ของคนรุ่นใหม่ แต่ยังต้องอาศัยความพยายามในอันที่จะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคซึ่งมีความซับซ้อน วุ่นวาย จนเอกชนคนธรรมดาผู้เป็นเจ้าของ ถึงจะอยากบูรณะรักษาบ้านตัวเองสักแค่ไหน ก็ไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพัง
ความร่วมมือจากหลายฝ่ายเลยกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีความรู้เฉพาะทางและมุ่งผลักดันการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม อย่าง โครงการแผนที่มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำบางกอก โดย กรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเข้ามีบทบาทอย่างสำคัญในครั้งนี้

บ้านวินด์เซอร์ปัจจุบัน - โครงการแผนที่มรดกวัฒนธรรมฯ เสนอปรับปรุงบ้านวินด์เซอร์ เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
------------------------------------
สำนึกอนุรักษ์ ก่อนจะสาย
บ้านวินด์เซอร์ เป็นบ้านโบราณที่ตกทอดจากตระกูลวินด์เซอร์ เจ้าของบ้านคือ นางสมบุญ วินด์เซอร์ ลูกเจ้าของโรงสีข้าวในย่านคลองบางหลวง ซึ่งสมรสกับ นายหลุยส์ วินด์เซอร์ ลูกชายของ กาเนียร วินด์เซอร์ กัปตันเรือชาวอังกฤษที่เดินเรือค้าขายระหว่างกรุงเทพ-สิงคโปร์-ฮ่องกง-ซัว เถา จนได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น "ขุนสมุทรโคจร" จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตั้งรกรากใน "ชุมชนกุฎีจีน" บนที่ดินของโบสถ์ซางตาครู้ส ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ตัวบ้านวินด์เซอร์เป็นเรือนขนมปังขิง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมของยุคนั้น ความสำคัญอยู่ที่ในย่านกุฎีจีนและคลองบางหลวงมีบ้านสไตล์นี้เหลือรอดผ่านกาล เวลามาเพียงน้อยหลัง อีกทั้งเป็นความโชคดีที่ถูกปิดทิ้งร้างมานานนับสิบปี ทำให้บ้านหลังนี้ไม่ถูกดัดแปลงหรือต่อเติมจนเสียสภาพดั้งเดิม ส่วนด้านลบคือการถูกปล่อยให้ผุพังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษา ถึงวันนี้แม้ผู้เป็นเจ้าของคือ "ครูแอ๊ด" สมสุข จูฑะโยธิน ทายาท สมบุญ-หลุยส์ วินด์เซอร์ ในวัยเกิน 70 ปี จะอยากอนุรักษ์เรือนโบราณให้เป็นมรดกของครอบครัวและชุมชนก็ยังกลายเป็น เรื่องยากจนเกินกำลัง
"ตั้งแต่เด็กไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ไปๆ มาๆ เลยไม่รู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนี้สักเท่าไร จนมีคนบอกว่า 'บ้านแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วนะครู' ถึงได้คิด" ครูแอ๊ดเล่าถึงสำนึกอนุรักษ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสิบปี ที่ทำให้แม้ใครจะมาขอซื้อบ้านหลังนี้ ครูแอ๊ดก็ไม่ยอมขาย เพราะกลัวว่าคนที่ซื้อไปจะไม่เห็นคุณค่าของบ้านเก่า
แต่การดูแลบ้านวินด์เซอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ "ครูแอ๊ด" ไม่ต้องพูดถึงเงินจำนวนมากที่จะต้องใช้เพื่อการซ่อมแซมบ้าน แม้แต่การหาช่างฝีมือดีซึ่งมีความรู้พอที่จะบูรณะบ้านโบราณก็เป็นเรื่องยาก ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ครูแอ๊ดคิดว่าน่าจะพอเป็นไปได้ คือการขอความช่วยเหลือจากกรมศิลปากร แต่กลับพบอุปสรรค ว่าถ้าต้องการขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานเพื่อการอนุรักษ์นั้น ในกรณีที่ทรัพย์สินเป็นของเอกชน ผู้เป็นเจ้าของต้องตกลงยินยอม ปัญหาก็คือ แม้บ้านจะเป็นของครูแอ๊ด แต่ที่ดินเป็นของ "โรมันคาทอลิกมิซซัง" ซึ่งเป็นส่วนการปกครองทางศาสนาที่อยู่เหนือวัดซางตาครู้สขึ้นไปอีก ดังนั้น ถ้าวัดและ "มิซซัง" ไม่สนใจจะอนุรักษ์บ้านเก่า (ซึ่งสภาพก็ดูผุๆ พังๆ จนไม่น่าอนุรักษ์) ก็เป็นอันว่าทำอะไรไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ก็อยากคงสิทธิของตัวเอง แทนที่จะสร้างเงื่อนไขให้เป็นข้อจำกัด เพราะหากอาคารถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ย่อมหมายถึงอำนาจของกรมศิลปากร ที่จะเข้ามาอนุรักษ์ดูแลตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหากรรมสิทธิ์ทับซ้อนเช่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองเก่าในหลายกรณี และถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ในการอนุรักษ์หรือแม้แต่จะฟื้นฟูดูแล ย่านที่อยู่อาศัยให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
"บ้านวินด์เซอร์มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรม ตรงตามที่กรมศิลปากรกำหนดทุกประการ ติดตรงกรรมสิทธิ์ และปัญหาเรื่องเงินทุนที่จะมาบูรณะซ่อมแซมบ้าน ครูแอ๊ดเคยไปคุยกับเอกชนที่สนใจการอนุรักษ์ แต่ไม่มีหลักประกันว่าถ้าซ่อมเสร็จแล้วจะกลายเป็นเกสท์เฮ้าส์หรือเปล่า เลยไม่มีใครกล้าลงทุน" อาจารย์ ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดทำโครงการแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำ ให้กับกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามฯ ชี้ทางออกว่าอยู่ที่การต้องหาทางนำบ้านขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานให้ได้เสียก่อน

ลานหน้าโบสถ์ซางตาครู้ส before & after
--------------------------
ระดมสมองชาวชุมชนกุฎีจีน
-------------------------
เรือนไม้ริมน้ำ สู่ตึกแถวริมถนน
โครงการแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นริมน้ำ มีเป้าหมายในการใช้ "แผนที่มรดกทางวัฒนธรรม" เป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่ง "ย่านกุฎีจีน" ได้รับเลือกเป็นพื้นที่นำร่อง ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ยังมีสิ่งก่อสร้างสวยงามหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
โดยทีมงานซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์และนักศึกษา พากันลงเก็บข้อมูลทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดไปจนถึงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุนทรียภาพของชุมชน ไม่ใช่แค่การมองจากสายตาคนนอก แต่ยังดึงคนในชุมชนให้มาร่วมค้นหา "ของดี" ของชุมชนอีกด้วย
จากการเก็บข้อมูลพบว่าชุมชนแถบนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยกรุง ศรีอยุธยา โดยเป็นชุมชนริมน้ำ ก่อนปรับตัวสู่การเป็นชุมชนบกจากการปรากฏตัวของ "ถนน" ส่งผลให้คลองต่างๆ ที่เคยเป็นเส้นทางสัญจรหลักในอดีตลดบทบาทลง กลายเป็นทางน้ำที่ตื้นเขิน และทางระบายน้ำที่เสื่อมโทรมสกปรก
อาคารในย่านกุฎีจีน แรกเริ่มเป็นเรือนแพหรือเรือนไม้ริมแม่น้ำ ต่อมาพัฒนาเป็นบ้านไม้ เมื่อถึงยุคการสัญจรทางบก จึงเริ่มมีการก่อสร้างตึกแถวทันสมัยหันหน้าหาถนน เรือนไม้ริมน้ำจึงถูกปล่อยทิ้งให้ทรุดโทรมผุพังไปตามมีตามเกิด บ้านวินด์เซอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ส่วนด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จากชุมชนชาวสวนริมน้ำ ชาวชุมชนกุฎีจีนวันนี้เป็นคนเมืองเต็มขั้น ส่วนใหญ่รับราชการ เป็นพนักงานเอกชน หรือค้าขายนอกพื้นที่ สัดส่วนผู้คนในชุมชนเดิมมีแนวโน้มลดลงเพราะคนรุ่นใหม่แยกย้ายไปตั้งครัว เรือนยังทำเลอื่น พร้อมๆ กับการอพยพเข้าของแรงงานพลัดถิ่น กระนั้น ศาสนสถานยังคงเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในย่านทั้งกลุ่มเก่าและ กลุ่มใหม่
ทีมงานนักวิชาการสถาปัตย์ชวนชาวกุฎีจีนตั้งวงระดมความคิดเห็นหลายครั้ง เพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นปัญหาและค้นหาศักยภาพของชุมชน จนได้ข้อสรุปสำคัญประการหนึ่งว่า "บ้านวินด์เซอร์" เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมสำคัญของย่าน ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกับกายภาพอื่นๆ ของชุมชนคือล้วนตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของ "โรมันคาทอลิกมิซซัง" ดังนั้น การจะบูรณะหรือพัฒนาใดๆ กุญแจดอกสำคัญคือ การชักจูงให้เจ้าของพื้นที่เห็นดีงามตามด้วย เริ่มจากเจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส ก่อนจะไปถึงโรมันคาทอลิกมิซซังในระดับที่เหนือขึ้นไป

ครอบครัววินด์เซอร์, ภาพจากหนังสือ โฆษณาไทย เล่ม 2: ยุค 2470 ของ เอนก นาวิกมูล
--------------------------------
หวังเป็นต้นแบบชุมชน อนุรักษ์
จึงเป็นหน้าที่ของทีมงานต้นคิดที่กลับไปจัดทำ "แผนการอนุรักษ์ฟื้นฟูบ้านวินเซอร์ สู่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นริมน้ำย่านกุฎีจีน" ในลักษณะของ "มาสเตอร์แพลน" ที่นำเสนอแนวทางการบูรณะบ้านวินด์เซอร์ พร้อมๆ กับการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทั่วทั้งชุมชนต่อทางวัดซางตาครู้ส ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงลานหน้าโบสถ์ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามตรอกซอกซอยต่างๆ ไปจนถึงการปรับปรุงทัศนียภาพโดยรอบให้สวยงามสมกับการเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ สำคัญ
ผลก็คือ คุณพ่อวิทยา คู่วิรัตน์ เจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส เห็นด้วยและเปิดไฟเขียวเต็มที่
"ดีมาก เพราะไม่ใช่แค่ปรับปรุงบ้าน แต่เป็นการพัฒนาชุมชนให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายสวยงาม"
คุณพ่อวิทยายอมรับว่าที่ผ่านมา แม้ทางวัดกับชุมชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชนจะสัมพันธ์กันด้วยดี แต่ก็ยังมีลักษณะ "ต่างคนต่างอยู่" เช่นเดียวกับคนในชุมชนเองที่ต่างคนต่างทำมาหากิน แต่เมื่อสมาคมสถาปนิกสยามฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความรู้ความชำนาญเข้ามาชี้แนะและรวบรวมความคิดเห็นจาก ชาวชุมชนมานำเสนอแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ก็ทำให้เห็นภาพร่วมกันถึงทิศทางที่ควรจะไปอย่างเป็นรูปธรรม
หลายเรื่องที่ทีมงานนำเสนอ คุณพ่อวิทยาเห็นด้วยและพร้อมจะสนับสนุนทันที เช่น การปรับปรุงลานหน้าโบสถ์ แต่บางเรื่อง โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนโบราณสถานบ้านวินด์เซอร์ต้องเป็นการตัดสินใจของ "โรมันคาทอลิกมิซซัง" ซึ่งเจ้าอาวาสวัดซางตาครู้สเชื่อว่า "ผู้ใหญ่" ก็น่าจะ "say yes"
"ในพื้นที่ของ 'โรมันคาทอลิกมิซซัง' มีอาคารโบราณสวยๆ หลายแห่ง ถ้าผู้ใหญ่เห็นด้วยกับแผนของสมาคมฯ ก็อาจใช้เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ ที่เป็นความร่วมมือของหลายฝ่ายต่อไปในอนาคต" เจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส กล่าวทิ้งท้ายด้วยมุมมองของผู้ที่สนใจ และให้ความสำคัญกับงานอนุรักษ์ของชุมชนด้วยเช่นกัน
•'คุณค่า' จากจุดยืนที่แตกต่าง
ทีมงานจัดการประเมินคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมย่านกุฎีจีนของคน 3 กลุ่ม พบว่ามุมมองของ "กรมศิลปากร" ให้คุณค่ากับกลุ่มโบราณสถาน และสิ่งก่อสร้างประเภทศาสนสถาน เช่น วัด ศาลเจ้า โบสถ์ และมัสยิด รวมทั้งคลองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสะพานพระพุทธยอดฟ้า
ขณะที่ "เยาวชน" ซึ่งอาศัยในย่านกุฎีจีน นอกจากจะให้คุณค่าต่อศาสนสถานแล้ว ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่กิจกรรมของคนในชุมชน ทั้งตรอก ซอก ซอย ทางเดินริมน้ำ สนามเด็กเล่น สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในอดีตของย่าน รวมทั้งบ้านวินด์เซอร์ และบ้านไม้หลังอื่นๆ
มุมมองของ "สถาปนิก" และ "นักออกแบบชุมชนเมือง" หลากหลายที่สุด เพราะให้คุณค่าครอบคลุมองค์ประกอบเชิงกายภาพทั้งศาสนสถาน บ้านเรือน ลำคลอง สะพาน และพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงองค์ประกอบขนาดเล็กที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคม หรือเป็นสัญลักษณ์แทนความทรงจำต่างๆ ของคนในย่าน เช่น กุโบร์ ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของชาวมุสลิมกุฎีขาว หลุมหลบระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี ฯลฯ
ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่คนแต่ละกลุ่ม ให้คุณค่าและเห็นว่าสมควรได้รับการใส่ใจดูแล และสิ่งไหนที่ได้รับความสนใจน้อย ก็จะถูกละเลยให้อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม เช่น ลำคลองสายต่างๆ เป็นต้น
โดย : รัชดา ธราภาค, จตุพร อุ่นใจ
ที่มา :
กรุงเทพธุรกิจ Life Style
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552