อุดมคติสายพันธุ์ใหม่

โดย : ชวิศา เศรษฐบุตร 


เมื่อพูดถึงอุดมคติของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ พวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่องชีวิตและสังคม

เมื่อพูดถึงอุดมคติของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ พวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่องชีวิตและสังคม วงเสวนาเล็กๆ ในงานปาฐกถาโกมล ครั้งที่ 36 ชวนนักคิด นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมมาร่วมพูดคุยกับความคิดนอกกรอบต่างมุมมองเรื่อง อุดมคติสายพันธุ์ใหม่ 2010 ไวรัสหรือวัคซีน

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักแปลที่มีผลงานหนังสือหลายเล่ม กล่าวว่า ไม่คิดว่าตัวเองมีอุดมคติอะไร อุดมคติยุคนี้ต่างจากรุ่นพ่อแม่ ซึ่งเป็นยุคที่มีการต่อสู้ทางการเมืองชัดเจน

“อย่างเหตุการณ์เดือนตุลาคมในยุคนั้น มีทั้งฝั่งคอมมิวนิสต์และทุนนิยม ไม่มีอะไรให้คิดซับซ้อนในการเลือกทำอะไรสักอย่าง แต่สำหรับเราเป็นคนไร้อุดมการณ์ แต่คิดว่าทุกอย่างที่เราทำ ต้องไม่เบียดเบียนใคร”

หากจะพูดถึงความแตกต่างของอุดมคติในโลกใบนี้ เธอมองว่า โลกสมัยใหม่มีความท้าทายในการค้นหาจุดร่วมที่เป็นสากล

“บางเรื่อง...หลายคนคิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นเรื่องถูกต้อง อาจไม่จริงแล้ว อาจไม่ถูกต้องสำหรับบางคน หากถามเรื่องนี้ คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเหมือนสมัยก่อน ยุคพ่อแม่ของเราต่อสู้เพื่อวางรากฐานทางสังคม โลกปัจจุบันซับซ้อนขึ้น แต่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ มนุษย์ใช้ศักยภาพได้เต็มที่ เพื่อการคิดค้นและแสดงออกทางจินตนาการ”

ส่วน วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียนรุ่นใหม่ บอกว่า อุดมคติในมุมของเขาเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง คนยุคปัจจุบันกล้าแสดงออก อุดมคติจึงเป็นไปเพื่อหาความหมายบางอย่างให้ตัวเอง ต่างจากอุดมคติสมัยก่อนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสังคม ยกตัวอย่าง ศ.ดร.ป๋วย อึ้งอาภรณ์ และไม่มีคนแบบนั้นแล้ว หากถามว่า อุดมคติของเขาแตกต่างจากรุ่นพ่อ (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) อย่างไร วรรณสิงห์บอกว่า ในยุคสมัยพ่อของเขาเป็นการต่อสู้เพื่อถ่วงดุลผู้มีอำนาจในสังคม แต่สำหรับเขาเชื่อในพลังภาคเอกชนมากกว่า

“ถ้าเรามีโครงสร้างการลงทุน แล้วนำทรัพยากรมาใช้ในส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อประโยชน์ต่อสังคมสูงสุด นั่นคือ ยูโทเปีย”

ส่วน ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสารอะเดย์ บอกว่า สิ่งแรกที่นึกถึงคือ ยูโทเปีย หรือโลกในฝันที่อยากเห็น

“เมื่อก่อนรู้สึกโลกใหญ่มาก อยากเห็นทุกคนเท่าเทียมกัน กินดี อยู่ดี แต่ทุกวันนี้โลกเล็กลงแต่โลกส่วนตัวใหญ่ขึ้น พอสังคมเปลี่ยน ผู้นำมีปัญหามาก ผมเคยคุยกับคนญี่ปุ่น มีครอบครัวหนึ่งขายผ้าผ่านมา 3 เจเนอเรชั่น อีกครอบครัวขายก๋วยเตี๋ยวผ่านมา 4 เจเนอเรชั่น ผมถามว่าพวกเขาอยากทำเหมือนครอบครัวไหม เขาตอบว่าไม่อยากทำ แต่เขาก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมต้องทำอย่างอื่น ทำไมต้องมีฝันเป็นของตัวเอง ก็พ่อแม่ทำมา เราก็ทำต่อไป

“ช่วง10 ปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่เห็นการเติบโตของคนเล็กๆ ทางสังคมมากขึ้น และช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเห็นว่า คนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากทำเพื่อตัวเองมาทำเพื่อโลกมากขึ้น”

ความต่างในแง่มุมความคิดระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ทรงกลดบอกว่า ยุคนี้คนให้ความสำคัญด้านการสื่อสารมากขึ้น ต้องฟังรื่นหู ดูรื่นตา แต่คนสมัยก่อนคิดว่า แก่นสารต้องมาก่อนเปลือก

“พอเจอการสื่อสารที่แก่นดี เปลือกไม่ดี เราจะรู้สึกเป็นยาขมและเบื่อทันที แต่อย่างไรก็ตามผมรู้สึกว่าทุกรุ่นมีความหลากหลาย ทุกคนมีสิทธิ์คิดและเชื่อต่างกัน แต่ผมคิดว่าศัตรูของคนยุคนี้คือ ความฉลาด หลายครั้งที่ถกเถียงกัน ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากเหตุผลและกรอบความคิด แต่เริ่มจากการปักธงว่า จะทำสิ่งนี้แล้วหาเหตุผลสนับสนุน

ที่หนักคือ จริยธรรมคุณความดี บางคนอยากทำสิ่งที่ดี แต่เริ่มจากสิ่งไม่ดีแล้วบอกว่าเป็นความดีอีกแบบ คนเรายิ่งฉลาด ยิ่งมีข้ออ้างให้กับตัวเองว่าสิ่งที่ฉันทำไม่ผิด ตรงนี้น่ากลัว”

ในมุมมองเรื่องนี้ วรรณสิงห์ บอกว่า ไม่ได้มองที่รุ่น แต่มองความเป็นปัจเจก สิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบคือจริยธรรมสาธารณะ
“ผมคิดว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าการค้นหาตัวเอง เพราะเราได้สิ่งดีๆ จากรุ่นพ่อแม่แล้ว จนรู้สึกว่าชีวิตมีความปลอดภัย ทำให้เราไม่กล้าเดินออกจากจุดนั้น กลัวอนาคตที่ไม่มั่นคง”

สำหรับสฤณี บอกว่า สังคมปัจจุบันซับซ้อนกว่าสมัยก่อน วิถีชีวิตยุคใหม่ทำอะไรต้องรวดเร็ว ทำให้สมาธิสั้น จึงเป็นความท้าทายในยุคนี้ เพราะการเรียนรู้ต้องใช้องค์ความรู้เยอะกว่าสมัยก่อน
“หลายคนคิดว่า ชีวิตแยกส่วนได้ แล้วสร้างภาพให้ตัวเอง บางคนทำงานเอาเปรียบหรือเบียดเบียนคนอื่นจนเป็นเรื่องธรรมดา พอเลิกงานไปทำบุญ วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนเกิดลัทธิแสวงหาความสุข แต่เงินไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง"

หากถามว่าอะไรน่ากลัวในสังคมยุคนี้ สฤณี บอกว่า กลัวตื่นมาแล้วคิดอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ แล้วตกอยู่ในความรู้สึกอคติ
“พอมีอคติก็จะคิดว่าตัวเองถูก หาเหตุผลสนับสนุนความคิด เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกระดับ ตั้งแต่ชาวบ้านถึงภาคการเมือง ตรงนี้อันตราย”

วรรณสิงห์ ตอบประเด็นนี้ว่า กลัวจะไม่ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ เพราะมีความสนใจหลากหลาย
“ ไม่ได้ต้องการความมั่นคงในชีวิต แต่ชีวิตยังมีเรื่องน่าทำอีกเยอะ บางครั้งรู้ว่าไม่ควรทำ แต่ก็ทำ เวลาผมไปพูดที่ไหน ผมจะไม่พูดในสิ่งที่ตัวเองไม่เป็น ผมเคยปฏิเสธงานถ่ายโฆษณา ทั้งๆ ที่ค่าตัวสูง ผมดูแล้วมีผลเสียมากกว่า แม้ผมจะเสียดาย แต่ไม่กี่วันความรู้สึกนั้นก็หายไป สิ่งที่ผมทนไม่ได้อีกเรื่องคือ ในสังคมมีการถกเถียงกันมากมาย แต่ไม่ลงมือทำ ผมคิดว่า น่าจะเอาพลังมาทำสิ่งที่ถูกดีกว่า”

ส่วนเรื่อง การรักษาอุดมคติในโลกความจริง ทรงกลด บอกว่า คนเราควรใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งเพื่อหาเงินและอีกครึ่งเพื่อใช้ ถ้ามีโอกาสในชีวิตมากขึ้น ที่เหลือก็แบ่งปันให้คนอื่นบ้าง

วรรณสิงห์ บอกว่า พ่อแม่เป็นแบบอย่างคอยเตือนสติไม่ให้เสียพรหมจรรย์ทางความคิด จึงอยากใช้ชีวิตอย่างมีความหมายที่แท้จริงในโลกอุดมคติที่แตกต่าง

ด้านสฤณี กล่าวว่า คนเราน่าจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบทำ ต้องทำ และควรทำ ถ้าต้องทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ต้องพิจารณา
ส่วนคำถามว่า วาดฝันในอนาคตอย่างไร เธอบอกว่า อยากทำอย่างที่ทำทุกวันนี้ อยากเห็นคนในสังคมมีทางเลือกเป็นของตัวเอง มีทางเลือกใหม่ๆ เยอะขึ้น

ทรงกลด บอกว่า ในอนาคตอยากเป็นคนแก่ที่ยังมีพลังอยู่ อยากให้คุณงามความดีของอาชีพที่ทำอยู่มีพลังต่อสังคม และอยากเป็นใครก็ได้ที่ไม่ต้องอยู่กับอุดมคติไม่จริง

“ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในด้านปฏิสัมพันกับคนอื่น ไม่กล้าพูดความรู้สึกง่ายๆ เช่นคำว่า คิดถึง ในอนาคตจึงอยากมีชีวิตที่มีคนรัก คนเข้าใจ เป้าหมายอีกอย่างคือ อยากอยู่ในสภาวะที่ไร้ความคาดหวัง” วรรณสิงห์ กล่าวปิดท้าย

ทั้งหมดคือ ความคิดหลากมุมของคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของสังคม


โดย : ชวิศา เศรษฐบุตร
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ Life Style : Society
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553

Views: 108

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service