ม้า, ถนน, และโบราณคดี

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

กองทัพม้าในหนังฝรั่ง, จีน หรือแขกนั้น ดูมีพลังและมีสง่าราศีมาก ฉะนั้น ใครทำหนังสงครามโบราณ ก็ต้องมีฉากกองทัพม้าตะลุยเข้าไปห้ำหั่นข้าศึก เพราะเสียงฝีเท้าม้า, เสียงตะโกนก้องของนักรบ, ภาพฝุ่นตลบขึ้นจากฝีเท้าม้า ฯลฯ ย่อมสร้างสีสันให้หนังได้อย่างมโหฬาร 
รวมทั้งหนังไทยด้วย 

แต่น่าเสียดายที่ในความเป็นจริงแล้ว เราใช้ม้าในการรบน้อยมาก จนไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไร คนไทยโบราณไม่สู้จะรู้จักม้าดีนัก และชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สัมพันธ์กับม้าเอาเลย (ยกเว้นพระอีสานใช้ขี่บิณฑบาต) จนกระทั่งแทบจะหาคำพังเพยหรือสำนวนไทยโบราณที่เกี่ยวกับม้าไม่ได้ (โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับควายหรือช้าง) ที่เราใช้ในภาษาไทยปัจจุบันเช่นม้าเหล็ก, ม้ารับใช้หรือม้าอารี, หน้าม้า, ฯลฯ ล้วนเอามาจากสำนวนฝรั่งทั้งนั้น 

แม้การจัดกำลังทัพของเรา โดยทฤษฎีแล้วเอามาจากตำราอินเดีย ฉะนั้น จึงมีกองทัพม้าเป็นหนึ่งในสี่ทัพ แต่ก็ไม่ได้จัดกำลังทัพอย่างนั้นจริง โดยเฉพาะในการสู้รบ เช่นเดียวกับทัพรถซึ่งมีในตำรา แต่เราไม่มีเลย 

มีหลักฐานว่ามนุษย์คงเริ่มจับม้าป่ามาเลี้ยงตั้งแต่ประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว พอสัก 4,000 ปีมาแล้วก็ปรากฏว่ามีการใช้ม้าเลี้ยงเพื่อกิจการต่างๆ ในทวีปยุโรป-เอเชียโดยทั่วไปกว้างขวาง (แต่ไม่รวมอุษาคเนย์) 

และในช่วงนี้เองที่มีหลักฐานว่ามนุษย์ผู้ใช้ม้าเลี้ยงเหล่านี้ได้นำเอาม้าไปใช้ในการสงคราม แต่อย่าเพิ่งนึกถึงนักรบที่ขี่ม้าเข้าไปรบพุ่งกันนะครับ ในระยะแรกคงใช้ลากรถเพื่อส่งเสบียงอาหาร หรือให้แม่ทัพนายกองขึ้นไปยืนบนรถ เพื่อให้เห็นได้เด่นชัด ส่งสัญญาณในการรบได้ถนัดขึ้น 

รถศึกที่ใช้ม้าลากเป็นการใช้ม้าในการสู้รบก่อนที่นักรบจะขึ้นไปขี่บนหลังม้า แน่นอนว่ารถศึกย่อมพัฒนามาจากรถม้าที่ใช้ลากขนคนเจ็บหรือขนเสบียงอาหารนั่นเอง จีนใช้รถศึกกันมากมาตั้งแต่สมัยเลียดก๊ก ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ซึ่งสถาปนามหาอาณาจักรจีนขึ้นในภายหลัง จากรถศึกด้วยครับ 



หลักฐานแรกที่นักรบขึ้นไปขี่บนหลังม้าปรากฏเอาเมื่อ 900 ปีก่อนคริสต์กาล หรือประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยพวกอัสสิเรียขี่ม้าถือหน้าไม้และหอกเข้าห้ำหั่นศัตรูที่เป็นพลทหารเดินเท้า (ทหารราบ) 

ผมคิดว่าภาพสลักของอัสสิเรียนี้บอกให้รู้ข้อได้เปรียบของม้า นั่นคืออยู่ที่สูงกว่าทหารเดินเท้า ซ้ำยังเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทำให้ถูกทำร้ายได้ยาก แต่ทำร้ายคนที่อยู่บนพื้นดินได้ง่าย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ภาพสลักแสดงกองทหารม้า ไม่ใช่พระเอกขี่ม้าหย็องแหย็งไปคนเดียว หมายความว่าการรบบนหลังม้าที่จะมีประสิทธิภาพได้นั้น ต้องประสานงานกันในบรรดาทหารม้าทั้งกอง เป็นเรื่องของการจัดองค์กรแล้วครับ ไม่ใช่ฝีมือขี่ม้าหรือใช้อาวุธบนหลังม้าเพียงอย่างเดียว 

ฉะนั้น ถ้าจะมีกองทหารม้าที่บุกตะลุยเที่ยวปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยได้กว้างขวาง จึงอยู่ที่ความสามารถของสังคมนั้นในการจัดองค์กรทางสังคมด้วย จึงจะจัดให้มีการฝึกเป็นหมวดหมู่และกองทัพม้าได้อย่างประสานกันเป็นอย่างดี ไม่ใช่รบอยู่คนเดียวเหมือนจะเด็จ 

การฝึกฝนนี้จะทำกันอย่างเป็นทางการ หรือทำอยู่เป็นปรกติในชีวิตประจำวันก็ตาม แต่ต้องฝึก ทหารม้ามองโกลที่เที่ยวตีบ้านเมืองไปทั่วโลกสมัยนั้นได้ ถูกฝึกจากการใช้ม้าเพื่อร่วมกันล่าสัตว์มาเป็นชั่วโคตรแล้วทั้งสิ้น 

คนที่รู้ประวัติศาสตร์ไทยอยู่บ้าง ก็ลองนึกเอาเองเถิดครับว่า สังคมไทยโบราณนั้นมีกำลังในการจัดองค์กรระดับนี้ได้หรือไม่ 

อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับทหารม้าที่เข้าใจผิดกันมาตลอดก็คือ ทหารม้าเป็นอาวุธร้ายแรงที่ทหารราบไม่มีทางสู้ได้ ข้อนี้ไม่จริงครับ ธรรมชาติของม้านั้นฉลาดกว่าที่จะฝ่าหอกของทหารเดินเท้าเข้าไปอย่างไม่กลัวตาย (บางกองทัพปิดตาหรือปิดมุมมองบางส่วนของม้า ในการสู้รบด้วยเหตุนี้) ฉะนั้น ทหารเดินเท้าที่ได้รับการฝึกและพร้อมใจกันอย่างดี ไม่ยอมถอยแตกกระจายไปหน้ากองทัพม้า ก็อาจเอาชนะกองทัพม้าได้ และชนะอยู่บ่อยๆ ในประวัติศาสตร์สงคราม 

ยังไงๆ ทหารราบก็เป็น "ราชินีของกองทัพ" เสมอมา 

อย่างไรก็ตาม ม้ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการสงคราม แม้ไม่ใช่ในการสู้รบก็ตาม เพราะม้าสามารถนำกองทัพให้เคลื่อนที่ได้เร็ว ในสงครามขนาดใหญ่เช่นการบุกรุกขยายอำนาจของพวกมงโกล ม้าสามารถนำทหารไปช่วยในจุดวิกฤตได้เร็ว จนกองทหารที่ทำท่าจะแพ้กลับได้ชัยชนะไปในที่สุด 

ฉะนั้น สังคมที่ใช้ม้าจึงเห็นประโยชน์ของม้ามาก มีการเพาะพันธุ์ม้าขึ้นเพื่อใช้ในกิจการต่างๆ อีกหลายอย่าง นอกจากสงครามแล้วยังมีการเกษตร, การขนส่ง, การขี่เล่น, การลากรถ (รวมทั้งใช้ลากเรือด้วย), การกีฬา, การล่าสัตว์ ฯลฯ จนกระทั่งในทุกวันนี้มีม้าในโลกมากกว่า 300 สายพันธุ์ 

และการเพาะพันธุ์ก็ไม่ใช่ความถนัดของคนไทยโบราณ เราแทบจะไม่เคยตั้งใจเพาะพันธุ์สัตว์อะไรนอกจากนกเขาและแมว แม้แต่ช้างซึ่งใช้งานมากมาแต่โบราณ ก็ไม่มีสายพันธุ์ที่เราเพาะขึ้นใหม่ จนถึงปัจจุบันช้างเถื่อนและช้างขอก็ยังเป็นสายพันธุ์เดียวกัน ในขณะที่ไม่มีม้าเถื่อนจริงๆ เหลืออยู่ในโลกแล้ว ที่ยังวิ่งเพ่นพ่านในป่าและทุ่งหญ้าบางแห่ง ก็เป็นม้าบ้านที่หลุดหรือปล่อยออกไป แล้วไปขยายพันธุ์ตามธรรมชาติในภายหลัง 



คนไทยบางกลุ่มอาจคุ้นเคยกับม้าหรือสัตว์ตระกูลม้ามากหน่อย นั่นคือคนไทยที่เกี่ยวข้องกับการค้าทางบก เพราะการค้าทางบกในเขตหุบห้วยเหวเขาของภาคเหนือ (และเลยไปถึงยูนนาน) นั้น พาหนะขนส่งที่สะดวกที่สุดคือม้าแกลบ, ลา และล่อ 

ทำไมจึงต้องเป็นสัตว์เหล่านี้ แทนที่จะเป็นม้าซึ่งสามารถเดินได้เร็วกว่ากันมาก (เดินธรรมดาก็ได้ 6.4 ก.ม.ต่อชั่วโมงแล้ว หากเหยาะย่างด้วย จะได้ถึง 13-19 ก.ม.) เหตุผลก็เพราะพ่อค้าม้าแกลบ, ลา, ล่อต่างเหล่านี้ ไม่ต้องการความเร็ว แต่ต้องการความอดทนเดินได้ทั้งวัน, แข็งแรงพอจะบรรทุกน้ำหนักได้สูง อันเป็นคุณสมบัติที่มีในสัตว์ทั้งสามอย่างนั้น ซ้ำยังเป็นสัตว์ที่ฉลาดกว่าม้าอีกด้วย (จึงทำให้ดื้อและฝึกยากกว่า) 

ทำไมจึงไม่ใช่งัว เหตุผลก็เพราะไม่มีถนน แต่ต้องไต่เขาเลียบไปตามทางเดินแคบๆ ธรรมชาติของสัตว์ประเภทม้านั้นสามารถใช้เท้าหยั่งความสูงต่ำลาดเอียงของแต่ละก้าวได้ดี ซ้ำยังสามารถประสานตัวกับเท้าได้ดีเป็นพิเศษ (จึงไม่พลัดตกเขาง่ายๆ) 

อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากเน้นเรื่องภูมิประเทศเกินไป เพราะถึงอย่างไรมนุษย์ย่อมสามารถเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติได้บ้างอย่างแน่นอน หากอยากใช้ม้าแต่ภูมิประเทศไม่เหมาะสม ก็อาจดัดแปลงเส้นทางเดินให้เป็นถนนได้ 

เหตุที่เราไม่ได้ดัดแปลงภูมิประเทศให้เหมาะจะใช้ม้าก็เพราะไม่จำเป็นต่างหาก กองคาราวานค้าขายทางบก ไม่ว่าจะเป็นกองเกวียน, ขบวนม้าต่าง, ขบวนล่อต่าง หรือแม้แต่ขบวนคนเดินแบกของก็ตาม ล้วนต้องการการจัดองค์กรที่สลับซับซ้อนกว่าการค้าทางน้ำเป็นอันมาก อีกทั้งความรู้ความสามารถในการจัดการก็ต้องมีโอกาสสั่งสมสืบทอดกันได้เป็นเวลานานๆ ด้วย 

นอกจากต้องรู้ว่าจะพักนอนค้างกันที่ไหน, จะป้องกันโจรผู้ร้ายอย่างไร, จะหาแหล่งน้ำและอาหารเพิ่มเติมที่ไหน, จะระบายสินค้าที่ไหน และรับสินค้าเพิ่มเติมที่ไหน พูดอีกอย่างหนึ่งคือรู้ทั้งตลาดขายและตลาดซื้ออย่างดี รวมทั้งเครดิตที่ไหนได้บ้าง ซึ่งหมายความว่ากองคาราวานค้าขายของตัวต้องผ่านไปมาเป็นประจำ ไม่อย่างนั้นใครจะยอมให้เครดิต 

จะมีความรู้ในด้านการจัดการอย่างนี้ได้ ก็ต้องมี "ชนชั้น" พ่อค้าในสังคม คือไม่ได้ทำอะไรนอกจากค้าขายลูกเดียว จะทำให้มี "ชนชั้น" พ่อค้าได้ การจัดองค์กรทางสังคมก็ต้องเอื้อให้เกิด "ชนชั้น" นี้ขึ้น คือมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นอิสระเสรีจากอำนาจควบคุมของมูลนาย อยากรวย และมองหาช่องทางรวยได้จากการค้า สืบทอดกิจการต่อไปให้ลูกหลานได้ 

สังคมของไทยและไทไม่มีการจัดองค์กรทางสังคมที่จะเอื้อให้เกิด "ชนชั้น" พ่อค้านะครับ ทั้งๆ ที่การค้าเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนของรายได้ของพวกไท-ลาว ซึ่งมักอาศัยอยู่ในหุบเขาไม่ใหญ่นัก จนมีธัญญาหารไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่การค้าของพวกไท-ลาวมักเป็นงานเสริมนอกฤดูทำนา เช่นพวก "กุลา" หรือไทใหญ่ที่เดินเท้าไปค้าขายไกลๆ หรือนายฮ้อยทางอิสานที่ต้อนงัวควายลงมาขายภาคกลาง 

เราคงมีกองเกวียนที่เดินทางแลกเปลี่ยนสินค้าทางบกอยู่บ้างกระมัง แต่ก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตนัก กองคาราวานค้าขายที่ขนสินค้ามาก (bulk trade) และมีผู้ร่วมเดินทางมาก มักเป็นของคนจากสังคมอื่น เช่นพวกฮ่อจากยูนนาน เป็นต้น 

สรุปก็คือ สังคมไทยไม่ใช้ม้า เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ เราไม่มีความสามารถจะใช้ม้า ก็เพราะเราไม่รู้จะพัฒนาความสามารถนั้นขึ้นมาทำไม 


เมื่อพูดถึงม้าก็ต้องพูดถึงถนน 

ในทุกสังคมที่ใช้ม้า มักเป็นสังคมที่พัฒนาถนนขึ้นมาทั้งสิ้น เพราะม้า (และรถม้า) ต้องการถนน จึงจะสมกับคุณประโยชน์ของม้า จิ๋นซีฮ่องเต้นั้นถึงกับออกกฎหมายกำหนดความยาวของเพลา เพื่อทำให้ความกว้างของรถม้าเท่ากัน สามารถสร้างถนนให้ได้มาตรฐานทั่วจักรวรรดิ 

ถนนไม่ได้เพิ่มสมรรถนะของเกวียน, ของการเดินเท้า, ของการต่างของบนหลังสัตว์ เช่น ม้าแกลบ, ลา, ล่อ, งัว, ควาย และช้าง ดังนั้น จึงไม่มีถนนหลวงไว้ติดต่อระหว่างเมืองไกลๆ ในสังคมไทย หรือว่าที่จริง ในสังคมอุษาคเณย์ทุกสังคม การค้าสินค้าที่กินระวางสูงทำกันโดยทางเรือมากกว่า และทำกันมาแต่ดึกดำบรรพ์พอสมควร 

ดังนั้น จึงจริงอย่างที่ ท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ชี้ให้เห็นว่า ที่เราเข้าใจว่าเป็นถนนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นถนนพระร่วงก็ตาม "ราชมรรคา" หรือถนนจากเมืองพระนครเข้ามาถึงพิมายก็ตาม ล้วนเป็นคันบังคับน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชลประทานทั้งนั้น ถนนดังกล่าวจึงไม่ต่อเนื่องกันตลอดสาย และจะเห็นหน้าที่ด้านชลประทานได้หากวิเคราะห์เส้นทางน้ำและที่ตั้งชุมชนประกอบ 

หลักฐานทางโบราณคดีนั้นอาจเข้าใจได้ก็ต้องอาศัยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคมประกอบด้วย เหตุดังนั้น ฝรั่งจึงจัดวิชาโบราณคดีเป็นสาขาหนึ่งของวิชามานุษยวิทยา เพราะโบราณคดีนั้นไม่ได้ศึกษาแต่อะไรเก่าๆ ก่อนสมัยที่มีตัวหนังสือใช้ โดยปราศจากจุดมุ่งหมายอะไรอื่น แต่ศึกษาสิ่งเหล่านั้นเพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ในอดีตต่างหาก 


โดย: นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
ตีพิมพ์ครั้งแรก: มติชนสุดสัปดาห์ 
วันที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1534 

Views: 59

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service