หากจะเอ่ยชื่อของผู้กำกับ ที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ถือเป็นคนหนึ่งที่ติดในอันดับท็อปไฟว์
ซึ่งหากจะนับจากสถิติที่สร้างมานับตั้งแต่เรื่องแรก พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า , แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า, โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้า, โหดหน้าเหี่ยว ที่ทำกับค่ายหนังย่านลาดพร้าวล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่สร้างรายได้ไม่น้อย จนมาถึงภาพยนตร์เรื่อง 32 ธันวา ในปี 52 ที่เปลี่ยนบ้านใหม่ มาอยู่ภายใต้หลังคาของ “M๓๙” (เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์) เจ้าตัวยังรักษาลายมือการทำหนังแบบ “ยอร์ช สไตล์” ปีนี้ และปีนี้เขามีผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุด
สุดเขต สเลดเป็ด เป็นหนังที่ให้คำจำกัดความว่า แนว แนว คอมเมอดี้ นำแสดงโดย เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ, ยิปโซ รมิตา มหาพฤกษ์พงศ์, โก๊ะตี๋ เจริญพร อ่อนละม้าย, ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรหม และ ค่อม ชวนชื่น ทั้งหมดรวมถึงนักแสดงสมทบที่ยกขบวนมาสร้างความเฮฮา เป็นกลุ่มนักแสดงที่ “ยอร์ช” มีศัพท์เฉพาะเรียกพวกเขาว่า “สัตว์ประหลาด” มาร่วมสร้างความครึกครื้นให้กับหนังเรื่องนี้
ผู้กำกับเล่าว่า “ผมไม่ใช่คนตลกนะ เพียงแต่ชอบเรื่องตลก ชอบดูหนังตลก เคยมีคนพยายามให้ลองทำหนังแนวอื่นแล้วแต่ว่าทำไม่เป็น ไม่รู้ว่าตลกเนี่ยเป็นแนวถนัดหรือเปล่า แต่ทำเป็นอย่างเดียวจริงๆ ผมก็เอามุขต่างๆ มาจากมนุษย์ที่ไปเจอมานี่แหละ ผมมีบุญมากในการเจอสัตว์ประหลาด ไปหาหมอก็เจอหมอแปลกๆ ไปสนามบินก็เจอคนขายตั๋วแปลกๆ นั่งแท็กซี่ก็เจอแท็กซี่แปลกๆ ไปซื้อของก็เจอคนขายแปลกๆ ผมมีบุญมากจริงๆ ในเรื่องนี้นะ แล้วถ้าเราชอบเราจะจำได้ ผมไม่ได้เก็บอะไรมาหรอก ผมเป็นคนขี้ลืมแล้วก็มีข้ออ้างในการขี้ลืมของผมด้วย คือผมจะเชื่อว่าถ้ามันไม่ดีผมจะลืม แล้วผมก็จะไม่ใช้ของไม่ดี ถ้าวันหนึ่งเราเจอมุกตลก แล้วรู้สึกว่า ตลกดีว่ะ เดี๋ยวเอาไปใช้ดีกว่า แล้วเกิดลืม ผมจะบอกกับตัวเองว่า แสดงว่ามันดีไม่พอเราถึงได้ไม่จำ...”
ผู้กำกับอธิบายต่อไปว่า ความเลอะเทอะเป็นความสุข เวลาคนเรายิ้มก็มีความสุขแล้ว แต่เขาเสพความสุขอย่างเห็นแก่ตัว เพราะเขาจะไม่ทำอะไรที่ไม่ชอบ หากเขารู้สึกไม่สนุกก็จะไม่ทำ ยกตัวอย่างฉากระเบิดภูเขาพระเอกตกลงมา คอหักแล้วมาทำหน้าตลกใส่กล้อง ดูแล้วตลกมาก แต่จะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด เพราะว่าเขาไม่ชอบแบบนั้น ทว่าความเลอะเทอะในแบบที่เขาชอบนั้น ก็สร้างปัญหาให้เขาเองอยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะอยากเล่น “เลอะเทอะ” การดึงนักแสดงเบอร์ใหญ่มาร่วมงานจึงไม่ใช่งานง่ายเลย แต่ที่ผ่านมาก็มีคนพร้อมจะเลอะเทอะกับเขาอยู่ไม่น้อย
“เป็นเพราะผมซื่อสัตย์มั้ง ถ้าเมื่อก่อนไม่ว่าจะงานทีวี หรืองานหนัง ผมจะบอกว่ามันไม่ตลกมากหรอก คุณยังรักษาลุคของคุณเอาไว้ได้ ผมโกหกไปแบบนั้นแต่ปัจจุบันพอมาทำงานกับผมแล้วเขาจะรู้สึกอย่างที่ผมพูดว่ามันเลอะเทอะจริงๆ ฉะนั้นคนที่ไม่มาก็คือเขาไม่ชอบความเลอะเทอะ เขาก็จะไม่เล่น แต่คนที่มาเล่นเขาก็จะไม่รู้สึกว่าเขาโดนหลอก พระเอกคนปัจจุบันของผมเขาเป็นคนตรงๆ ที่มากไปกว่านั้นคือ เขาใช้หัวใจพูด หนังเรื่อง “สุดเขต สเลดเป็ด” มีที่มาจากคนใช้หัวใจพูด ที่ใช้ชีวิตจริงๆ อยู่บนท้องถนนทั่วไปนี้เอง ผมเป็นคนชอบเล่าเรื่อง เวลาที่เจอคนที่มันมีเรื่องแล้วรู้สึกว่า โอ้โห มันทำได้ไงวะเนี่ย มันคิดอะไรของมันวะ พอไปเจอคำตอบบางทีเราก็หงายหลังเหมือนกันนะ ผมเคยเจอคนขายซีดีเพลงตามปั๊ม ผมไม่ชอบเพลงเขานะ แต่ผมชอบเขา เขาทำเองหมดเลย ร้องเอง ไรท์ใส่แผ่นเอง สกรีนปกเอง ผมก็บอกไปว่าผมชอบเขาแต่เพลงผมไม่ชอบนะ เขาไม่ได้ตอบผมนะ แต่แววตาของเขาตอบผมว่า ไม่ใช่ว่าคนที่มีฝีมือดีจะมีฝันได้คนเดียวนี่หว่า ฝีมือห่วยๆ มีความฝันไม่ได้เหรอวะ...”
ยอร์ชเล่าต่อไปว่า สุดเขตเป็นคนแบบนั้น เล่าเรื่องที่ตัวเองชอบโดยไม่สนใจว่าโลกจะชอบไหม แต่ก็อยู่บนบรรทัดฐานที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน อย่างเช่น การแลกบัตร มีอยู่วันหนึ่งเขาจะไปขึ้นตึกแล้วต้องโดนให้แลกบัตร "....พอถามว่าทำไมต้องแลกด้วย คำตอบก็คือเพราะไม่ไว้ใจมึงล่ะสิ ขอบัตรที่มีรูปด้วยนะ แต่เวลาที่เขาแลกกับมามันไม่มีรูป สุดเขตก็เลยเอามือถือมาถ่ายรูปไว้ จะได้สบายใจเท่ากัน แล้วยามก็ถามว่ามึงจะถ่ายรูปกูทำไม กูเป็นองค์กรใหญ่ไว้ใจได้นะเว้ย มันก็ถามกลับว่า มีใครบอกพี่เหรอว่าเป็นองค์กรใหญ่แล้วไว้ใจได้ องค์กรใหญ่นี่แหละ ตัวจี๊ดเลย พระเอกเป็นคนแบบนี้เขาจะสงสัยต่อสิ่งที่เรามักจะเพิกเฉยต่อการหาคำตอบ ผมไม่เคยเจออะไรกับตัวเอง แต่ผมแค่ตั้งขอสงสัย ผมสนุกกับการตั้งขอสงสัย พระเอกเป็นคนที่ ถ้ามันเกลียด มันก็จะบอกเลยว่า ผมเกลียดพี่ว่ะ ผมมีเพื่อนที่เข้ากลางเรื่องแบบนี้เยอะ มันจะชักแม่น้ำทั้งห้า แต่จริงๆ แล้วคือ มันขอยืมเงินห้าร้อย ถ้าพระเอกเจอเรื่องแบบนี้มันจะยื่นเงินห้าร้อยให้เลย เพราะว่ามันรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวต้องยืมเงิน...."
ปัญหาใหญ่ของการผลิตหนังไทยคือ ทุกคนมองว่าคนชอบอะไรก็ทำอันนั้น โดยไม่ได้มองว่าตัวเองชอบอะไร แค่เริ่มต้นก็ไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองแล้ว สมมติหนังตลกกำลังฮิตคนที่ไม่ได้ชอบทำหนังตลกก็มาทำ คิดว่าทำแล้วคงเหนื่อย หนังออกมาไม่ใส แต่ก็ต้องตามกระแส หนังผมหากไม่ทำเงินก็ต้องไม่ให้นายทุนเจ็บตัว แล้วต้องเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากเล่าด้วย
"...หนังของผมก็ไม่ได้ดีมาก ผมว่าบังเอิญความตลกในหนังมันดันไปตรงกับสิ่งที่คนชอบ เรื่องที่ผมเล่าดันตรงกับที่เขาชอบพอดี ดังนั้นเมื่อรายได้ทะลุกระดานร้อยล้านไปไม่ว่าจะกี่เรื่อง เขาก็ยกความดีความชอบให้คนอื่นเสมอๆ ผมไม่ชอบการแข่งขันแต่ให้ นายทุนไปแข่ง ผมไม่เคยคิดว่ามันจะได้ร้อยล้านไหม แค่ให้มันพ้นเบรกอีเวนท์ พอมันพ้นไปก็ให้ทางค่ายเป็นคนลุ้น ไม่ใช่ผม ถ้าเราเป็นคนทำของขายแล้วมีคนลงทุนให้ เราก็ไม่อยากให้เขาเจ๊งนะ ก็ช่วยกันไป ผมว่าค่ายก็คงหวังกับทุกคน ทุกเรื่อง และทุกค่าย ส่วนคนดู ผมก็หวังว่าจะทำให้ดีที่สุด จะเลอะเทอะให้ดีที่สุด เพื่อเป็น ส.ค.ส.ที่จะส่งความสุขให้กับทุกคน"
ผู้กำกับคนนี้เขาตั้งใจจะทำหนังให้เป็น ส.ค.ส. แด่คนดู 3 ปี ด้วยกันซึ่งเคยทำไปแล้วเรื่องหนึ่งก็คือ “32 ธันวา” เรื่องดังกล่าวตั้งใจจะเข้าฉายในเดือนธันวา แต่มีเกิดขัดข้องก็เลยต้องเลื่อนเป็นปีใหม่แทน ทำให้เหนื่อยในการลุ้น เพราะคนไม่ค่อยว่างไปดูหนังในช่วงนั้น ทว่าหนังเรื่อง32ธันวา กลับเป็นฝ่ายให้ของขวัญกับเขา เพราะได้รายได้จากตรงนั้นเยอะมาก
ยอร์ช ว่า ส.ค.ส. ของเขาที่จะให้กับคนดูนั้นเป็นภาพเคลื่อนไหว หากดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะได้กลับไปบอกอะไรบางอย่างกับคนที่คุณรัก ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว ไม่ใช่แค่คำเดียว แต่มีอะไรที่คุณจะต้องกลับไปบอกเต็มไปหมดเลย อย่างใน 32ธันวา ก็จะมีบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกเขา เป็นคำถามที่ว่า “ฉันดีพอสำหรับแก หรือฉันพอดีสำหรับแกวะ” แต่เรื่องนี้จะมีหลายคำ หลายความรู้สึกที่คุณอยากจะกลับไปพูดกับเขา ทิ้งท้ายเอาไว้ถึงความรู้สึกดีๆ เขาคาดหวังว่าคนอื่นจะมีความรู้สึกอย่างนั้น เช่นเดียวกับที่เขาใช้หัวใจพูดมันออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 14 ธันวาคม 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by