พูดกันมานานแล้วนะคร้บว่าผู้หญิงในรายการคุยข่าวคือไม้ประดับไม่ว่าจะเป็นช่องไหน ผู้หญิงก็เป็นได้แค่นั้นรายการคุยข่าวเป็นรายการที่ลงทุนตํ่า (แก่ผู้จัด) เพราะอาศัยพิธีกรเด่นดังเพียงคนเดียว
หรือสองคน นำเอาข่าวที่ตัวไม่ต้องหาเองเพราะลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แล้วมาคุยให้ฟังคุยเสร็จก็วิจารณ์ทันทีเหมือนในร้านกาแฟ ใช้สีสันแห่งอคติของตัวละเลงลงไปจนทำให้ข่าวที่ตัวเอามาคุยมี "ข้อสรุป" ที่ชัดเจน สามารถพกติดตัวไปคุยต่อที่ไหนก็ไดั

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับว่า "อคติ" ที่นักคุยข่าวละเลงนั้นเป็นอคติส่วนตัวล้วนๆ ที่จริงแล้วเป็นอคติของผู้ชมกลุ่มเป้าหมายต่างหาก ผมเดาว่านักคุยข่าวที่เก่งๆ จะต้องสำรวจ "อคติ" ของสังคมจากคอลัมน์หรือหน้าห้าและแหล่ง อื่นๆ เสียก่อน แล้วจึงละเลงอคตินี้ลงไปในข่าวให้ชัดขึ้นไปอีก

ผู้ชมก็จะสะใจจนถึงกึ๋น เพราะได้ฟังอคติของตัวออกมาจากปากคนอื่นได้แจ่มแจ้ง เป็นเหตุเป็นผล เถียงไม่ได้ และกำลังมีอานุภาพ ถึงกับเป็นมาตรฐานของสังคมในวันหน้า

พิธีกรหญิงมีบทบาทอะไรในกระบวนการสถาปนาอคติแห่งชาตินี้ อันที่จริงไม่ใช่แค่ประดับรายการเท่านั้นนะครับ แต่เธอคือ ตัวแทนของคนไร้เดียงสา ที่กำลังเรียนรู้เพื่อรับเอาอคติของสังคมไปเป็นอคติของตนเอง จึงมีหน้าที่ร้องฮี้ร้องฮ้อไปตามจังหวะ เพื่อเปิดโอกาสให้นักคุยข่าวชายได้อธิบายขยายความ หรือตอกยํ้าอคติลงไปให้แน่น

แน่นอนครับ บทบาทอย่างนี้ใครๆ ก็คงทำได้เหมือนกัน แต่ผู้หญิงน่ารักทำแล้วย่อมให้ความรู้สึกไร้เดียงสาได้มากกว่ากัน แยะ

ผมขอยกตัวอย่างรูปธรรม เมื่อนักเรียนอาชีวะรบกัน จนทำให้เด็กโดนลูกหลงตายนั้น การคุยและคราบน้ำตาของแม่ย่อม สร้างความสะเทือนใจแกํผู้ชมได้สูง พิธีกรหญิงก็ร้องฮี้ร้องฮ้อทั้งตกใจ, สลดใจ, และ เงียบงันกับ "ความป่าเถื่อน" ของนักเรียนอาชีวะจนได้ที่แล้ว นักคุยข่าวชายก็เสนอให้ผู้ชมส่งเอสเอ็มเอสโหวตเข้ามาว่า ควรจะแก้กฎหมายลดอายุของ "เยาวชน" ที่ทำผิดให้ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเท่ากับผู้ใหญ่ลงมาจาก 18 ปีบริบูรณ์มาเป็น 15 จะดีไหม พิธีกรหญิงก็มีหน้าที่ร้องฮี้ร้องฮ้อเห็นด้วยแล้วก็ลงมือ โหวตกัน ไดัในบัดนั้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผมพูดมานี้ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นหญิงแต่อย่างไร บทบาทหน้าที่อย่างนี้จะยกให้แก่เด็กมัธยมก็ได้ หรือยกให้แก่พิธีกรชายก็ได้ แม้จะไม่น่ารักเท่าผู้หญิงก็ตาม แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามักใช้ผู้หญิงมากกว่า ท่าไม?

เพราะสถานะและบทบาทของพิธีกรหญิงในรายการคุยข่าวดังที่กล่าวข้างต้นนั้น คือ สถานะและบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ "สาธารณะ" ตามอุดมคติไทย เป็นอคติทางเพศของวัฒนธรรมไทย ช่วยทำให้การเสริมสร้างอคติร่วมกันของรายการคุยข่าวราบรื่น และมีพลังมากกว่าใช้เด็กหรือผู้ชาย เพราะ ทำให้เกิดความสับสนในการสร้างหรือเสริมอคติแห่งชาติไดั

ข่าวที่ถูกนำมาคุยในรายการเป็นเรื่องที่เราจัดว่าอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น แผนประนีประนอมของฝ่ายค้าน, ค่าเงินบาทแข็ง, นักท่องเที่ยวกลับมาแล้วหรือยัง ฯลฯ แม้แต่ ข่าวที่อาจไม่ได้อยู่ในพื้นที่สาธารณะแท้ เช่น ดาราท้อง ผู้คุยข่าวฝ่ายชายก็อาจชักนำให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะได้ (นอกจากนำ ดาราหญิงมาพล่าผลาญทำเงินบนจอ) เช่นศีล ธรรมและพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในปัจจุบัน

ในทางวัฒนธรรม ผู้หญิงไม่มีบทบาทอะไรในพื้นที่นี้เธอจึงได้แต่ร้องฮี้ร้องฮ้อไปเพื่อทำให้ความทื่อของผู้คุยข่าวฝ่ายชายแหลมคมขึ้น หรือเป็นอคติทื่น่ารับฟังมากขึ้น

น่าประหลาดทื่ในทีวีช่องหนึ่งทื่ผมได้ดู พอจบรายการคุยข่าวซึ่งผู้ชายเป็นใหญ่แล้ว ก็มีรายการผู้หญิงล้วน ดูเหมือนจะชื่อว่าผู้หญิงอยากรู้หรืออะไรทำนองนั้น ผู้ดำเนินรายการ
ทั้งหมดเป็นผู้หญิง ถึงจะเริ่มรายการด้วยการเกี๊ยวก๊าวกันอย่างที่วัฒนธรรมไทยปัจจุบัน คาดหวังว่าผู้หญิงมักทำ แต่ที่จริงก็เป็นการคุยข่าวเหมือนกัน

เพียงแต่ว่าข่าวที่ถูกเลือกนำมาคุยนั้น ล้วนถูกให้ความหมายที่ทำให้นัยยะของข่าวเป็นเรื่องของ "พื้นที่ส่วนตัว" เช่น ทำอย่างไรจึงจะลดพุงได้, พากันไปเทียวหรือกินอาหารอร่อยตามแหล่งต่างๆ, การรักษา สุขภาพโดยเฉพาะของผู้หญิง, สปาแปลกๆ ทั่วโลก, หรือแฟชั่นเล็บ, ผม, เสื้อผ้า ฯลฯ

ผมขอยํ้าว่าประเด็นเหล่านี้หากไปอยู่ใน รายการคุยข่าวของผู้ชาย ก็อาจถูกให้ความหมายให้ไปตกอยู่ในพื้นที่สาธารณะได้ แต่พอมาอยู่ในรายการผ้หญิง ก็จะให้ความหมายที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวทั้งหมด

เช่น การลดพุงนั้นไปกำกับพฤติกรรมของคนจำนวนมากในสังคม จึงเกิดผลต่อธุรกิจ, สุขภาพอนามัย และสำนึกต่อความงาม ฯลฯ ทั่วไปในสังคม เราจึงอาจมองเรื่องลดพุงใน เชิงสังคม-เศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเมืองได้ อย่างไร แต่เพราะเป็นรายการผู้หญิง เรื่องลด พุงจึงเป็นเรื่องของพุงผ้ชมแต่ละคนไปเท่านั้น ความหมายกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างเดียว
แต่ผู้หญิงในรายการนี้ก็ไม่ได้นั่งพับเพียบเรียบร้อย พูดอะไรหวานหูเสียจนเอียนอย่างที่ "กุลสตรี" ไทยตามอุดมคติควรทำนะคุรับ ตรงกันข้ามเธอจะเกี๊ยวก๊าวกับข่าวในพื้นที่ ส่วนตัวที่แต่ละคนหยิบขึ้นมาคุย เหมือนวงสนทนาของผู้หญิงสมัยใหม่ (ตามอุดมคติอีกนั่นแหละ เพียงแต่เป็นอุดมคติใหม่เท่านั้น) บางคนอาจดึงเรื่องที่นำมาคุยให้มีความหมาย สองง่ามสองแง่อยู่เสมอด้วยซํ้า เหมือนนั่งคุยในวงเหล้าของผู้ชายเลยทีเดียว

แม้กระนั้น ผู้หญิงเหล่านี้ก็ยังแสดงบทบาท ของเพศสภาพหญิงในวัฒนธรรมไทย นั้นคือ ทุกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาสนทนากัน ไม่ได้ล่วงลํ้าเข้าไปในพื้นที่สาธารณะเลย ล้วนมีความหมายในพื้นที่ส่วนตัวทั้งสิ้น

บางคนในผู้หญิงเหล่านี้ ก็แสดงความแหลมคมในการมองประเด็นได้ไม่ต่างไปจาก ผู้คุยข่าวชาย หรืออาจเหนือกว่าด้วยซํ้า เพียงแต่จำกัดตัวเองให้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวไว้เท่านั้น

อันที่จริงบทบาทของหญิง-ชายในวัฒนธรรมไทยก็เป็นอย่างนี้มาแต่โบราณ กล่าวคือผู้หญิงมีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัว และผู้ชายมีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ บทบาทในพิ้นที่ซึ่งถูกจัดว่าเป็น "ส่วนตัว" นั้น อาจทำในที่สาธารณะก็ได้ เช่น นำเอาผลผลิตที่เหลือกินไปขายในตลาด หรือช่วยทำนาเพื่อให้พอกิน ในครอบครัว

นี่อาจเป็นเหตุให้มักมองเห็นบทบาทของผู้ หญิงในสังคมไทยได้เด่นชัดกว่าสังคมจีนหรือ อินเดีย

รายการคุยข่าวและรายการผู้หญิงในทีวี ปัจจุบันก็ยังแบ่งแยกบทบาทหญิง-ชายตาม วัฒนธรรมโบราณของไทย

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บทบาทตามวัฒนธรรมเดิมระหว่างหญิง-ชายก็เริ่มเปลี่ยนเหมือนกัน...แต่อย่างช้าๆ นะครับ

เศรษฐกิจระบบตลาดทำให้พื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะแยกออกจากกันได้ยาก เจ๊เจ้า แม่รถทัวร์ รับผิดชอบชีวิตลูกน้องเป็นพัน ทำธุรกิจที่ขายบริการคนเป็นหมื่นเป็นแสน ได้ กำไรใหญ่โตมโหฬาร ส่วนหนึ่งก็เพื่อเลี้ยงครอบครัวของเจ๊ แต่เงินนั้นก็มีมากเสียจนเจ๊ สามารถนำไปลงทุนทางการเมือง เพราะธุรกิจของเจ๊เกี่ยวข้องอยู่กับนโยบายสาธารณะ อิทธิพลทางการเมืองจึงมีความสำคัญ หรือแม้บางครั้งอาจต้องนำการประท้วงหยุดวิ่งรถ เจ๊ก็ต้องทำเพื่อบีบให้กรมการขนส่งทางบกยอมขึ้นค่าโดยสาร

ไม่รู้จะบอกว่าพื้นที่ของเจ๊เป็นส่วนตัวหรือ สาธารณะกันแน่ แม้ว่าเจ๊ไม่เคยลงสมัครรับ เลือกตั้งเองโดยตรงก็ตาม

เช่นเดียวกับเจ๊อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าแม่ ประมงทางฝั่งตะวันออก นอกจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประมง แล้ว ยังขยายธุรกิจไปทาง อื่นๆ อีกมากมาย นับตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงจัดสรรที่ดิน ออกเงินกู้โรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ มีคนมาพึ่งพิงจำนวนมาก จนกลายเป็นผู้ อุปถัมภ์รายใหญ่ และส่งลูกน้องลงสมัครรับ เลือกตั้งเป็น ส.ส. มาหลายคนหลายสมัย

เจ๊เหล่านี้มีบุคลิกภาพของ "นักเลง'' คือกล้า ได้กล้าเสีย, กล้าตัดสินใจ, รักเพื่อนจริง, อุปถัมภ์ลูกน้องจริงจนเป็นที่พึ่งได้ ฯลฯ แต่เจ๊เหล่านี้ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. (หรือรัฐมนตรี) เองเลย ฉะนั้น ความคลุมเครือว่ายืนอยู่ในพื้นที่สาธารณะหรือส่วนตัว ของเจ๊ๆ จึงยิ่งมีมากขึ้น

ผิดจากเจ๊...อุบส์ ขอโทษครับคุณหญิง...อีก พวกหนึ่ง ซึ่งลงสู่พื้นที่สาธารณะโดยตรง นั่น คือลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. บางคนก็ได้เป็นรัฐมนตรี บางคนก็ต้องเป็นแหงๆ อยู่แล้ว เพราะเป็นหัวหน้ามุ้งใหญ่ของพรรค อย่างเดียวกับนักการเมืองชายที่มุ่งตำแหน่ง รัฐมนตรีต้องเป็นผู้อุปถัมภ์ของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง เพื่อชิงโควต้ารัฐมนตรีมาไว้ในมือ

คุณหญิงบนพื้นทีสาธารณะจะไม่พยายามมีบุคลิกภาพของ "นักเลง" เลย แต่อาจเลือกรับบุคลิกภาพที่วัฒนธรรมไทยมอบให้เป็นของผู้ชายไว้บ้างอย่าง เช่นกล้าตัดสินใจ ฉับไว และใจกล้า

นักวิชาการฝรั่งคนหนึ่ง (James Ockey) สัมภาษณ์ผู้หญิงในวงการเมืองหลายคน และพบว่า ต่างก็มีความเห็นเหมือนกันว่า

บุคลิกภาพผู้หญิงในวัฒนธรรมไทยมีความสำคัญต่อความสำเร็จทางการเมือง เช่น ความ สุภาพเรียบร้อย อย่ามี (หรือถึงมีก็ให้พยายามลบออก) พฤติกรรมหรือประวัติที่เสื่อมเสืย ด้านเพศสัมพันธ์ และรักษาความเป็นกุลสตรีไทยตามอุดมคติเอาไว้

แม้ว่านักการเมืองหญิงเหล่านี้อาจเห็นว่า บุคลิกภาพที่วัฒนธรรมไทยยกให้เป็นสมบัติ ของผู้ชายบางอย่างก็ต้องแสดงว่ามีเหมือนกัน

ผมเดาว่านึ่คือเหตุผลที่เราไม่มี"อ้ายเหลิม'' หญิงในสภา และอยากเดาต่อไปด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายสังคมเอเชียด้วยกันแล้ว แม้เราจะมีการเลือกตั้งติดต่อกันมานาน กว่า 30 ปีแล้ว นักการเมืองหญิงของเราก็เพิ่มขึ้นอย่างค่อนข้างช้า

เหตุผลก็คือ เมื่อผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะแท้ๆ ยังมีความอีหลักอีเหลื่ออยู่มากว่า เธอจะคงความเป็นผู้หญิงไว้มากน้อยเพียงไร จึงจะเหมาะสมกับวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนี้ เป็นผู้ชาย (หรือมีเพศ สภาพชาย) หมดตัวกลับไม่ดี แต่เป็นผู้หญิง (หรือมีเพศสภาพหญิง) หมดตัวก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน

ทีวีแยกสองพื้นที่สองส่วนนี้ออกเป็นสองรายการไปเลย แล้วก็ปล่อยให้ผู้หญิงแสดงบทบาทไร้เดียงสาในรายการคุยข่าวไปเรื่อยๆ ในขณะที่ในความเป็นจริง สองพื้นที่นี้ในสังคมไทยกำลังเหลื่อมเข้าหากันจนออกจะสับสน

หากทีวีเปิดให้ผู้หญิงในรายการฺคุยข่าว ได้เป็นผู้นำหรือผู้ร่วมงานที่เท่าเทียมกับชฺายเราก็จะได้ฟัง "อคติ" อีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกับชาย เป็นอคติที่มาจากวิถีชิวิตที่แตกต่างกัน และจากเพศสภาพที่แตกต่างกันฺ จะทำให้รายการคุยข่าวมีมุมมองที่แปลกจาก "ข่าว" ซึ่งถูกผู้ชายครอบงำ อย่างมาก

 

 

 

ที่มา: นิธิ เอียวศรีวงศ์

โดย: นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์  24 กันยายน 2553

Views: 8

Reply to This

© 2009-2026   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service