กลายเป็นของหาดูยากเต็มทีในปัจจุบัน แต่ช่วงนี้ดูท่าหนังกลางแปลงจะกลับมาคึกคักอีกครั้งตามเทศกาลและงานอีเวนท์ต่างๆ เราแค่โหยหามันใช่หรือไม่...
ยุคสมัยที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เปลี่ยนจากโลกเซลลูลอยด์ แล้วก้าวไกลไปถึง 3D อาจทำให้หนังกลางแปลงที่หลายคนคุ้นเคยก็ดูห่างไกลจากวิถีชีวิตร่วมสมัยออกไปทุกที แต่แล้ววันดีคืนดี ผู้คนบางกลุ่มกลับพึงใจที่จะนำหนังกลางแปลงกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง ด้วยมุมมองและทัศนะที่เชื่อมั่นว่า ถึงอย่างไรกิจกรรมดูหนังแบบนี้ก็มีเสน่ห์ในตัวเองที่หาไม่ได้ในสื่อบันเทิงแบบอื่น
วัฒนธรรม "หนังกลางแปลง" นั้น มีจุดเริ่มต้นจากที่ใดหรือ ?
จากตอนที่คณะหนังเร่ต่างประเทศของ ที. วาตานาเบ้ ของญี่ปุ่น โดยได้เข้ามาฉายภาพยนตร์เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2447 ณ บริเวณที่ว่างข้างวัดตึก (ปัจจุบันคือ เวิ้งนาครเขษม) , ตั้งเป็นกระโจมในงานวัดเบญจมบพิตร หรือตอนที่คนไทยในอดีตเริ่มหัดถ่ายหนังและฉายดูกันเองในหมู่บ้าน
แต่ไม่ว่าจะมีต้นทางมาจากเรื่องราวใด เมื่อถึงวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ "หนังกลางแปลง" ในสายตาของยุคสมัย แทบจะมีสถานะไม่ต่างอะไรไปจาก "วัตถุโบราณ" ที่รอการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์
ระหว่างที่บรรยากาศเรื่องนี้ดูนิ่งเงียบมาพักใหญ่ ปีเสือดุที่กำลังจะผ่านเลยไปนั้น ปรากฏว่าเกิดกระแสของหนังกลางแปลงกลับมาอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ... อาทิ การจัดฉายหนังกลางแปลงเก็บเงินที่พัทยา, การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักหนังในต่างจังหวัด ที่กำลังเตรียมจัดหนังกลางแปลงในเร็วๆ นี้ และมีการพูดคุยกับประสานงานกับเว็บ www.thaicine.com, การฉายหนังแปลงที่เทศกาลหนังเมืองกาญจน์ของทาง chill FM 89, การตั้งจอหนังกลางแปลงในงานดนตรี big mountain ที่เขาใหญ่สุดสัปดาห์นี้, การจัดเทศกาลหนังกลางแปลงนานเกือบ 10 คืนที่โรงแรมแม่น้ำในเดือนนี้ โดยมี "มูลนิธิหนังไทย" ช่วยส่งเสริมเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ฉาย หรือที่กำลังโตวันโตคืน และมีคนแห่ไปดูมากมายก็คือ เทศกาลหนังกลางแปลงที่ม.ศิลปากร ซึ่งจัดกลางเดือนสุดท้ายของปี ฯลฯ
เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การกลับมาของ "หนังกลางแปลง" ที่เคลื่อนไหว ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ซึ่ง "จุดประกาย" ตั้งคำถามว่า วัฒนธรรมบันเทิงนี้กำลังจะกลับมาในสถานะของอะไร ที่สำคัญมันบอก message ต่อยุคสมัยอย่างไรบ้าง ?
"ไม่ว่าจะมาในสารของอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมบอกได้ก็คือ มันไม่สามารถจะกลับมาในรูปของ business ได้หรอก เพราะว่ายุคสมัยมันไม่ได้แล้ว สังคมยุคใหม่เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วกับสื่อบันเทิงใหม่ๆ นั่นแสดงว่าในอีกด้านหนึ่ง ตัวหนังกลางแปลงเองก็ถูกผลักให้ออกห่างกับโลกตอนนี้ด้วย" พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ผู้กำกับหนังและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ของบ้านเราบอกแก่ "จุดประกาย"
ผู้กำกับหนังที่เคยทำเรื่อง "ไอ้ฟัก" อธิบายว่า หนังกลางแปลงมีเสน่ห์เสมอไม่ว่าจะอยู่ในยุคใด แต่เมื่อการมาถึงอย่างรุนแรงของกระแสหนังสามมิติ (3d) มันก็ทำให้คนรุ่นใหม่ น่าจะออกห่างไปอีก
"คืออย่างเรารู้กันว่า ฝรั่งต่างชาติเขามองว่า มันถึงเวลาของ 3d เพราะวัฒนธรรมนี้ จะมากอบกู้การตกต่ำลงของอุตสาหกรรมหนังตอนนี้ ซึ่งมันแสดงว่าตัวเลขหายไปเยอะ ทีนี้เขามองว่า 3d คืออะไรที่กลับมาดึงรั้งกอบกู้ แน่นอนว่า หนังกลางแปลงไม่ได้มีความหมายอะไรในเชิงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในแง่ที่จะสร้างรายได้อะไรมากมาย ผมว่าการที่คนรุ่นหนึ่งหรือพวกเราเอง ยังคงสนใจหนังกลางแปลงหรือไปดูมัน มันก็เริ่มบอกถึงการโหยหาอีกครั้ง ของสังคมยุคนี้ แต่แสดงมันผ่านหนังกลางแปลง ผมยังไม่ลืมตอนตัวเองดูหนังอย่างมนต์รักลูกทุ่ง ผ่านหนังกลางแปลง มันคลาสสิกและผูกพันในยุคสมัยนั้น แม้แต่ตอนนี้" เขาเล่าด้วยน้ำเสียงทอดอารมณ์
พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ อยู่วงการหนัง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นบุคคลที่คลุกคลีอยู่กับภาพยนตร์ ที่จะมีความหลังกับวัฒนธรรมนี้ เพราะแม้แต่แพทย์ อย่าง น.พ.พิชัย ตั้งสิน กรรมการผู้จัดการโรงแรม "แม่น้ำ รามาดา พลาซ่า" ย่านเจริญกรุง ก็มีเรื่องราวและความหลังที่เติบโตมากับหนังกลางแปลงในมุมของเขา สิ่งที่ติดตามมาคือการแสดงออกในความรักต่อบรรยากาศ ซึ่งทำให้เกิดเทศกาล "หนังกลางแปลง" ขึ้น ในชื่อ movie on the beach ริมแม่น้ำโรงแรม ระหว่างวันที่ 17-25 ธันวาคม
"ผมชอบตอนที่ตัวเองดูหนังอย่าง "เรือนแพ" ภาพสวย คำพูดไพเราะ และคลาสสิค ยังคิดว่าถ้าตอนนี้ถ้าเลือกได้ยังอยากจะกลับไปดูเรือนแพในหนังกลางแปลงอีกครั้ง" คุณหมอหนุ่มเล่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
"ถ้าถามว่าการที่คนไทยยังรักหนังกลางแปลงนั้น มันบอกอะไร ผมคิดว่ามันกำลังสะท้อนสิ่งที่คลาสสิกอย่างหนึ่งคือ ความผูกพันกันระหว่างผู้คนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกัน หรือการได้ share กันในอดีตจากหนังกลางแปลง เพราะอย่าลืมว่า ชาวบ้านหรือคนเรานั้น ไม่ได้ไปงานแบบนี้ด้วยการมุ่งไปที่การดูหนังเท่านั้น เขายังมีกิจกรรมอื่นๆ รอบตัวงาน ทั้งการกิน การละเล่นและสีสันของวัฒนธรรม แน่นอนว่า เทศกาลหนังกลางแปลง movie on the beach ที่โรงแรมแม่น้ำก็จะบรรยากาศแบบนี้ และเราพิเศษหน่อยตรงที่เป็นหนังกลางแปลงริมน้ำ"
คุณหมอหนุ่มที่ลงมาสนุกกับวัฒนธรรมหนังของอดีต บอกว่าหนังที่เขาจะเอามาฉาย มีทั้งคู่กรรมเวอร์ชั่นต่างๆ มีหนังอย่างข้างหลังภาพ, 2499 อันธพาลครองเมือง ซึ่งว่ากันว่าเป็นฟิล์มสุดท้ายแล้ว รวมไปถึงหนังไทยเก่าเก็บหลายเรื่อง
"เรามีพื้นที่สำหรับ 100 กว่าที่ และจะลองดูก่อนว่าถ้ามีการตอบสนอง หรือมีความสนใจที่มากพอของคนทั่วไป ทางโรงแรมแม่น้ำก็จะจัดอย่างต่อเนื่องในปีต่อไป" เขาอธิบายถึงความตั้งใจ
"ตอนแรกเราก็คิดกันหลายอย่างว่า เมื่อมีพื้นที่ริมน้ำแล้ว เราน่าจะทำอะไรดีเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ก็มีทั้งคนที่เสนอว่าดนตรีหรือถ่ายทอดฟุตบอลมั้ย ผมก็คิดว่าทั้ง 2 อย่างนี้ มันมีคนจัดเยอะแล้ว และมีเจ้าภาพชัดเจนในการจัดงาน แต่หนังกลางแปลงยังมีไม่มาก และนับวันก็ดูจะห่างหายไป เลยตกลงว่าจะหนังกลางแปลงแทน"
ไม่แน่นักว่า การเติบโตขึ้นหรือห่อเหี่ยวลงของความบันเทิงแบบนี้นั้น จะบอกอะไรได้มากแค่ไหน แต่ สุรศักดิ์ โรจน์วัฒนา นักธุรกิจหนังกลางแปลงย่านรังสิตก็บอกแก่รายการ cinema now ทาง mango TV ว่า บทบาททางสังคมของมัน เจือจางลงไปมาก
"ตอนนี้แม้แต่ค่าใช้จ่ายของการจัดหนังกลางแปลงก็ลดมาเหลือแค่คืนละ 4,000-5,000 บาท และการจัดงานแบบนี้ก็มักจะเป็นพวกงานศพ งานแก้บน ขณะที่งานวัดหรืองานตามชุมชนชาวบ้านนั้น หายไปมากเมื่อเทียบกับแต่ก่อนนะ" สุรศักดิ์เล่าให้ฟัง
เขาแจกแจงว่า นอกจากตัวหนังกลางแปลงจะลดบทบาทลงแล้ว ตัวหนังที่จะฉายนั้น ก็ยังลดแนวทางลง ไม่สามารถฉายหนังอะไรที่ไม่ mass ได้
"แต่ก่อนสัก 10-20 ปีก่อน ผมยังเลือกหนังเองได้ ดูจากการเป็นหนังที่ดี แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว หนังกลางแปลงจะต้องเป็นหนัง mass มากๆ เป็นหนังที่เราไปตั้งจอและประกาศออกไปนั้น ชาวบ้านหรือคนในชุมชนต้องรู้จักเลย เพราะสารของคุณห้ามลึก หนังกลางแปลงต้องเป็นเรื่องง่ายๆ อย่ามายาก และคนจัดงานไม่ควรทำให้สิ่งนี้ดูยากไป เคยมีคนถามว่า รู้มั้ยว่า เวลาไปตั้งจอ ไปเตรียมงานอะไรกันในบ่ายหรือเย็นนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่า หนังกลางแปลงของคุณจะมีคนมาดูหรือไม่มี มันมี message ตัวเดียวที่บอกได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันคืออะไรรู้มั้ย...." เขาหยุดถาม
"มันคือ รอบๆ งานหนัง มีแม่ค้ามาหาบเร่ขายของกินมั้ย ถ้ามีนะ งานนั้น 100 ทั้ง 100 มีคนดูเต็ม"
สุรศักดิ์ ไม่แน่ใจมากนักว่า หนังกลางแปลงจะกลับมาจริง แต่เขาก็ไม่เชื่อว่า คนที่รักมันจะแสร้งๆ สนุกสนานและไปร่วมงานได้ เพียงแต่เชื่อมั่นว่า สิ่งนี้คือประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งของเรื่องราวที่คนยุคหนึ่งมีร่วมกันมา
"จุดประกาย" ลองออกสำรวจหนังกลางแปลง ที่กระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ เกือบ 10 แห่ง บางสถานที่เก็บเงิน 50 บาท บางแห่งดูฟรี แต่เหมือนกับว่า เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ใช่ข้อชี้ตายสำหรับหนังกลางแปลง
นิธิวิทย์ ธานินทร์สุรวุฒิ ผู้ก่อตั้งเว็บ www.thaicine.com และเติบโตเข้มข้นมากับวัฒนธรรมที่ว่านี้ ถึงขนาดมีเครื่องฉายหนังเป็นของตัวเองเกือบ 10 เครื่องในบ้าน นอกจากนี้ยังมีชุมชนเล็กๆ ออนไลน์ที่สนใจเรื่องราวของการฉายหนังกลางแปลง สะท้อนข้อเท็จจริงหนึ่งแก่ "จุดประกาย" ว่า สิ่งที่บางคนอาจไม่ทราบก็คือ หนังที่ฉายกลางแปลงนั้น ไม่ได้มีความสำคัญที่สุด ไม่เกี่ยวกับหนังของใครทั้งสิ้น เพราะไม้ตายของหนังในวัฒนธรรมนี้คือ ...
"ทีมพากย์หรือคนพากย์" เขาบอกทันทีเมื่อถูกถาม
"หนังจะเป็นเรื่องของใครก็ตาม ถ้าไม่สนุก พากย์แล้วคนดูไม่ติด คนดูเบื่อ งานนั้นก็จบ แต่ในยุคอดีตที่ผมโตมา ซูเปอร์สตาร์จริงๆ ของหนังกลางแปลงคือ คนพากย์ครับ ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ไม่เชื่อคุณลองไปถามชาวบ้าน สมัยก่อนเขาจะจำได้ว่า ใครคือคนพากย์ เขาจำได้มากกว่านักแสดงหนังอีก ผมยังจำได้ว่า เวลาไปดูหนังกลางแปลง พวกเราไม่ได้ไปเพราะหนัง พวกเราไปเพราะคนพากย์ ยิ่งถ้าเป็นคนพากย์ที่เราประทับใจ เราไม่สนใจเลยว่า หนังที่ฉายเรื่องอะไร เพราะเดี๋ยวคนพากย์ จะทำให้เราสนุกเอง"
นิธิวิทย์ บอกกับ "จุดประกาย" ว่า เสน่ห์ของหนังกลางแปลงอยู่ตรงที่มีในสิ่งที่หนังในโรงให้ไม่ได้ หรือไม่มีนั่นแหละ เขาตอบอะไรอีกหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาบอกอย่างมั่นใจและสื่อมันออกมาก็คือ หนังกลางแปลงไม่มีวันตายจากไปไหน ไม่ว่ามันจะกลับมาและมีคำตอบยาวสั้นอย่างไร..
สนทนากันมาหลายความคิดเห็น แต่มุมหนึ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ เอาเข้าจริงๆ แล้วงานหนังกลางแปลง มันควรจะคิดจากโจทย์อะไรบ้าง
"ป๋าเต็ด" ยุทธนา บุญอ้อม ผู้เลือกสรรให้มีการฉายหนังกลางแปลงในเทศกาล big mountain ที่เขาใหญ่ เป็นคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวคนขายหนังเร่ตามหมู่บ้าน
"อย่างแรกเลยสำคัญมากคือ การเลือกหนังไปฉาย.. เพราะว่าหนังในโรงนั้น คนดูเลือกไปดู ใช่ไหม แต่หนังกลางแปลง คนฉายต้องเลือกเอง และเลือกเองนี่แหละที่สำคัญมาก เพราะคนเลือกต้องมีความเข้าใจในตัวคนดูที่อยู่แต่ละแห่ง เช่น ถ้าผมจัดเองที่เขาใหญ่ ผมก็คงเลือกหนังคนละแบบที่จะจัดในสยามสแควร์ คนในพื้นที่นั้นสำคัญมากต่อการเลือกฉายหนัง ไม่ใช่จะเอาอะไรมาฉายก็ได้นะ"
"อย่างที่สองคือ โลเคชั่น ผมว่าพวกลานวัดนั้นเหมาะสมมากโดยตัวของมันเอง หนังกลางแปลงไม่ควรจัดฉายริมถนนที่มีรถแล่นไปมา" เขาพูดและหยุด ราวกับครุ่นคิดที่จะพูดอะไรต่อ
"สิ่งที่สำคัญมากสำหรับหนังกลางแปลงนั้น ผมว่าโลเคชั่นมีส่วนในการกำหนดหนังที่จะฉายมากเลยนะ อย่างง่ายๆ สมมติว่า สถานที่หนึ่งที่ผมเคยมีความฝันจะฉายหนังกลางแปลง นั่นคือถนนราชดำเนิน เชื่อว่าแค่จะคิดว่าเอาหนังอะไรไปฉายราชดำเนินนี่ ก็สนุกมากแล้ว อาจจะ lighting ดีๆ หรือจะไม่ฉายกลางแปลงก็ยังได้ ยิงขึ้นผนังตึกอะไรแบบนี้ อาจจะได้ภาพคลาสสิกไปอีกแบบนะ.. "
ในเงื่อนไขการดำรงอยู่ ที่ดูเหมือนกำลังหดตัวเล็กลงทุกที แต่กิจกรรมฉายหนังกลางแปลงยังมีมิติทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจมองข้าม บางคนสามารถนำไปต่อยอดได้อีก ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ที่เราจะนำภาพสะท้อนบรรยากาศเมื่อครั้งอดีต มารับใช้ปัจจุบันได้ดีเพียงใด
ที่มา : นันทขว้าง สิรสุนทร
โดย: bangkok biz news 10 ธันวาคม 2553
Tags:
© 2009-2026 PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.
Powered by