ว่าด้วย "การจัดเรทติ้งหนังสือ"

อ้างถึง : เธอ * เขา * เรา * ผม / โตมร ศุขปรีชา / เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ ๑๘ ฉบับ ๙๒๖ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

หมายเหตุเฉพาะการอ่าน : อายุ ๑๘ ขึ้นไป!!!!

บ่ายวันจันทร์ของวันหยุดชดเชยวันสำคัญทางศาสนา ฉันเลือกที่ใช้เวลาและชีวิตส่วนตัวพักผ่อนอยู่กับบ้านด้วยการดูหนังและอ่านหนังสือ และได้อ่านบทความหนึ่งของคุณโตมร ศุขปรีชา ที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดเรทติ้งหนังสือ ที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งร้อน!!!
เป็นบทความที่อ่านแล้ว "ขึ้น" มาก "ขึ้น" ในที่นี้คืออารมณ์ขึ้น โมโหเข้าขั้นรุนแรง "ขึ้น" ที่ว่า ไม่ได้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อในบทความหรือคนเขียนแต่อย่างใด แต่ "ขึ้น" และไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับหน่วยงานหรือบุคคลต้นเหตุแห่งไอเดียที่จะให้มีการจัดเรทติ้งหนังสือขึ้น

ที่ไม่เห็นด้วยเพราะฉันเชื่อว่า หนังสือไม่เคยฆ่าใคร หนังสือไม่ว่าชนิดใด ประเภทไหน ล้วนแต่นำมาซึ่งองค์ความรู้และแหล่งอุดมปัญญา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนังสือโป๊, หนังสืออาชญากรรมการฆ่าหรือประวัติฆาตรกรต่อเนื่อง, หรือแม้แต่วิธีการทำระเบิดหรือสอนยิงปืน

คุณโตมรชี้ว่า เหตุของการที่ต้องมีการจัดเรทติ้งหนังสือนั้นเนื่องมาจากเรื่อง "เพศ" เป็นปัญหาสำหรับเด็กและเยาวชนและมีการตรวจพบหนังสือสื่อลามกและนิยายต้องห้ามมีขายในงานหนังสือมากขึ้นๆทุกปี ที่น่าเป็นห่วงและถูกเพ่งเล็งสุดเห็นจะเป็นการ์ตูนวาย (Yaoi)

ดังนั้น จึงต้องตีกรอบครอบข้อจำกัดให้กับวงการหนังสือ ที่ฉันออกวิพากด้วยข้อความร้อนๆนี้ไม่ใช่ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับการ์ตูนหรือนิยายแนวนั้นแต่อย่างใด แต่เห็นว่าการกระทำที่กำลังจะขีดเส้นคั่นขึ้นมานั้นมันลุกล้ำขอบเขตอิสรภาพทางการเรียนรู้อย่างยิ่ง และใครอนุญาตให้ล่วงล้ำสิทธิการเรียนรู้ของคนอื่นนั้นมิทราบ!! รึมีอำนาจรัฐอยู่ในมือนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ เพื่อประโยชน์ เพื่อควาสุข เพื่อหน้าตาของ "ผลงาน" รึอย่างไร!

สังคมไทยโตมากับคำว่า "ไม่ / อย่า / ห้าม" ในชีวิตประจำวันเราเจอแต่คำว่า "ห้ามใช้เสียงในห้องสมุด" / "ห้ามพกอาวุธ" / "ห้ามเที่ยว" / ห้ามสูบบุหรี่" / "ห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร" ฯลฯ และสารพัดข้อห้ามข้อจำกัดและกรอบของคำว่า ไม่ / อย่า /ห้าม ... ทำไมเราจึงไม่เจอคำว่า "พื้นที่เขตอาวุธ" / เขตสูบบุหรี่ / พื้นที่ใช้เสียงในห้องสมุด เป็นต้น ทั้งที่ผู้ใหญ่ก็รู้จุกอยู่แก่ใจแล้วว่า ไอ้ที่ยิ่งห้ามมันก็เหมือนยิ่งยุ แต่ก็ไม่มีปัญญาไอเดียใดๆ ที่จะจัดการกับระบบนี้ให้มันดี จัดมันซะให้อยู่ในที่ๆถูกที่ควร ให้อยู่ในเวลาที่เหมาะสม การห้ามไม่ให้มีหนังสือเหล่านั้นวางขายก็ใช่ว่าปัญหามันจะจบ เด็กก็หันไปหาสื่ออื่นอยู่ดี

จากบทความ "เราเห็นบทเรียนที่เกิดขึ้นจากการจัดเรทติ้งภาพยนตรืมาแล้ว ว่าซากเดนความคิดเผด็จการยังคงอยู่เต็มเปี่ยม และเราหาได้สมาทานประชาธิปไตยที่มี Freedom of Expression โดยแท้จริงไม่" บทเรียนจากการจัดเรทติ้งหนังมันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มันตีกรอบและจำกัดอิสรภาพและศิลปะของการทำหนังมากแค่ไหนคนในวงการย่อมรู้ดี

มีบทเรียนให้เห็นแต่ก็ไม่เคยคิดที่จะทำระบบให้มันดีหากแต่กลับแผ่ขยายมาในวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์ ราวกับคิดว่าคนต้นคิดฉลาดนักงั้น??

แค่นี้เปอร์เซนต์การอ่านหนังสือของคนไทยก็น้อยจะแย่อยู่แล้ว "ผู้ใหญ่" ถ้าว่างๆนัก ช่วยไปขึ้นรถไฟฟ้าสัก ๑๐-๑๕ นาทีแล้วดูสิว่าในรถไฟฟ้าบ้านเรานั้นมีคนอ่านหนังสือขณะเดินทางสักกี่คนกัน คนไทยเราอ่านหนังสือกันก็น้อยกว่าชาติเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ยังจะมาตีกรอบการเรียนรู้อีก เด็กก็จะไม่อ่านหนังสือและหันไปหาสิ่งอื่นแทน

มันไม่เป็นภัยนักหรอกถ้าจะอ่านการ์ตูนวายหรือการ์ตูนลามก อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าเด็กพกปืนไปโรงเรียนอย่างที่เป็นปัญหาของเด็กอเมริกันไม่ใช่หรือ เอาง่ายๆ สมมุติว่าเด็กคนนั้นชอบอ่านการ์ตูนวาย การืตูนเล่มนั้นก็กระตุ้นการเรียนรู้แล้ว ก็ปล่อยให้เด็กเค้าอ่านไปเถิด โตขึ้นมาน้องเค้าอาจจะเป็นกูรูเรื่องเซ็กส์หรือเกจินู้ดก็เรื่องของเค้า ไม่ดีเหรอที่จะมีกูรูเรื่องเซ็กส์เพิ่มขึ้นมาอีกคน เค้าจะได้มาให้ความรู้คนอื่นต่อ่ามีเซ็กส์อย่างไรในยุคสมัยนี้ให้มันปลอดภัย ไม่ใช่มีเซ็กส์ทีก็เอาแต่ความสนุกก็ร้องพอท้องก็ไม่รับ กลายไปเป็นปัญหาสังคมอีก เด็กคนนั้นคงไม่มุ่งมั่นอ่านแต่หนังสือแนวหื่นกามหรอกมั๊งทั้งชีวิตและการอ่านการ์ตูนลามกมันไม่ได้ทำให้หื่นขึ้นหน้าวิ่งไปเที่ยวข่มขืนใครในปัจจุบันทันด่วนขนาดนั้นหรอกกระมัง รึพวกฆาตรกรข่มขืนก็ไม่เห็นว่าจะเป็นคนรักการอ่านหรือมีเปอร์เซ็นต์การอ่านหนังสือสักหน่อย ประเด็นคือกำลังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คัน!

คนที่มีใจรักการอ่านอยู่แล้ว ย่อมมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนและรักที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ พอเห็นหนังสืออย่างอื่นที่มีองค์ความรู้ที่มากขึ้น เมื่ออยากรู้ก็ไม่ยากที่จะหยิบอ่าน

"ผู้ใหญ่" ขอความกรุณาอย่าคิดแทนเด็กและพิเคราะห์ไปเองว่ากรอบหรือข้อจำกัดที่ตีเส้นให้นี้มันดีและเหมาะแล้วกับยุค ๒๐๑๐ ยุคที่อินเตอร์เนตและโซเชียลเนตเวริ์คตามติดไปเคาะความคิดของเด็กๆได้ในทุกที่ แต่ก่อนเราอาจเคยกลัวว่าเด็กมีเนตในห้องนอนไม่ปลอดภัยการออนไลน์แบบปลอดผู้ปกครอง เด็กอาจขาดการยั้งคิดและถูกชักจูงได้ง่าย แต่สมัยนี้เนตมันสามารถเข้าถึงและอยู่ในมือถือสามารถพกพาตามติดความคิดของพวกเค้าไปได้ทุกที่ ไม่ยิ่งน่ากลัวกว่าหรือ

การห้าม ไม่ใช่การจัดการระบบที่ดีนักหรอก ถึงมีการจัดเรทติ้งหนังสือเกิดขึ้นจริง ปัญหาที่มีมันก็ไม่จบ ทางที่ดีเราควรให้ความเข้าใจกับเด็กและเยาวชน วัยของเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และมีจินตนาการที่เจิดจรัส เมื่อเด็กไม่รู้ เค้าย่อมต้องการเรียนรู้ เมื่อไม่เข้าใจและสงสัย เด็กเค้าจะถาม ผู้ใหญ่ที่ดีต้องมีคำตอบที่ดีให้เด็ก และสอนในครรลองที่ถูกที่ควร ไม่ใช่ห้าม การห้ามจะทำให้เด็กกลายเป็นคนไม่กล้าแสดงออกและผลร้ายที่ตามมาคือ จินตนาการของเด็กจะไม่ได้รับการปล่อยผ่าน "จินตนาการ" เป็นวัตถุดิบของความคิดสร้างสรรค์ โลกใบนี้ต้องการการสร้างสรรค์ที่ดีมาเติมเต็ม

ผู้ใหญ่ถ้าอยากมีผลงาน น่าจะมาคิดว่าทำอย่างไรเปอร์เซ็นต์การอ่านหรือคนรู้หนังสือของเมืองไทยเราจึงจะเทียบเท่าญี่ปุ่น, เกาหลี หรือเอาง่ายๆ ทำยังไงให้คนอ่านหนังสือของเราไม่แพ้เวียดนาม เพราะจากการสำรวจว่าคนอ่านหนังสือที่เพิ่มขึ้นทุกปี มันเป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงลึกไม่ใช่เชิงกว้าง คือก็คนเดิมนั่นล่ะที่อ่านหนังสือและซื้อหนังสือมากขึ้นตามอัตราการเติบโตของธุรกิจหนังสือ มันไม่ได้แปลว่าคนอ่านหนังสือมากคนขึ้น ฉะนั้นรัฐควรให้ความสนใจในสิ่งนี้มากกว่า และทำอย่างไรให้ตลาดหนังสืออยู่ได้ในระยะยาว ราคาหนังสือไม่แพงเกินกำลังที่เด็กๆจะสามารถซื้อได้ในขณะที่ผู้ผลิตก็ต้องอยู่ได้ด้วย มันควรจะเป็นสิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่รัฐควรจะตระหนัก

อยากรู้ว่าคนต้นคิดที่จะจัดเรทติ้งหนังสืออ่านหนังสือบ้างหรือเปล่า ที่ชั้นวางหนังสือในบ้านของท่านมีหนังสือประเภทไหน และอ่านหนังสือบ่อยแค่ไหน อยากรู้นักว่าทำไมไอเดียถึงได้แค่นี้! หรือว่าที่จะลุกขึ้นมาจัดเรทติ้งหนังสือของท่านมีวาระซ่อนเร้น อย่างที่ในบทความของคุณโตมรได้ส่งท้ายว่า "น่าจะเกิดร้านหนังสือใต้ดินขึ้น เพื่อลักลอบขายหนังสือประเภท "ไม่สมควร" นำเข้ามาในราชอาณาจักร จนพนักงานของรัฐมีงานและ "รายได้" เพิ่มขึ้นอีกอักโข...." นั่นสินะ ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า บางครั้งผลประโยชน์ก็มักเข้าข้างคนเขียนกติกาเสมอ เคยได้ยินไหม "ความสงบสุข คือเหตุการณ์ที่นักค้าอาวุธโศกเศร้า" และนักค้าอาวุธก็อยู่ในประเทศที่ผลิตอาวุธและค้ามันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และประเทศเหล่านั้นต่างก็ล้วนแต่มีชื่ออยู่ใน "สมาชิกถาวรความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ" ทั้งนั้น!!!

Views: 127

Comment

You need to be a member of PORTFOLIOS*NET to add comments!

Join PORTFOLIOS*NET

Comment by daxter on March 2, 2010 at 1:29pm
เลิกที่จะเสพน่าจะเป้นทางออกที่ดี

© 2009-2021   PORTFOLIOS*NET by CreativeMOVE.   Powered by

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service